บทความวิชาการ Metaverse Tourism และ VR Experience: เมื่อการท่องเที่ยวไม่จำเป็นต้องเดินทาง 

อาจารย์เบญจวรรณ รอดคล้ายขลิบ (ผู้เขียน)

คณะการบริการและการท่องเที่ยว

Metaverse Tourism และ VR Experience: เมื่อการท่องเที่ยวไม่จำเป็นต้องเดินทาง 

ลองจินตนาการดูสิ… แค่สวมแว่น VR หนึ่งอัน เราก็สามารถ “วาร์ป” ไปยืนอยู่กลางนครวัดในยามเช้า เดินบนกำแพงเมืองจีนตอนลมหนาวพัดเฉียดแก้ม หรือแม้แต่ล่องเรือกลางเจ้าพระยาในยุคกรุงศรีอยุธยาได้ทันทีโดยไม่ต้องออกจากห้องนั่งเล่นเลยสักก้าว โลกท่องเที่ยวกำลังก้าวเข้าสู่มิติใหม่ที่เรียกว่า Metaverse Tourism และ VR Experience ซึ่งเป็นเทรนด์ที่กำลังมาแรงระดับโลก และอาจเปลี่ยนวิธีคิดเรื่อง “การเดินทาง” ของมนุษย์ไปตลอดกาล ในช่วงไม่กี่ปีมานี้เทคโนโลยี VR (Virtual Reality) เติบโตแบบก้าวกระโดด ทำให้ภาพ เสียง และสภาพแวดล้อมเสมือนจริงสมจริงขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ นักท่องเที่ยวรุ่นใหม่เริ่มไม่ได้มองการท่องเที่ยวว่าเป็นเพียงการไป “ถึงพื้นที่จริง” แต่คือ “ประสบการณ์” ที่อยากได้รับไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม Metaverse Tourism จึงกลายเป็นสนามใหม่ที่ผสมผสานศิลปะ เทคโนโลยี ประวัติศาสตร์ และการท่องเที่ยวเข้าด้วยกันอย่างลงตัว

เมื่อการเดินทางไม่ใช่เงื่อนไข แต่ประสบการณ์คือคำตอบ

เสน่ห์ของการท่องเที่ยวแบบ VR อยู่ที่การเปิดประสบการณ์ที่ “ไปได้ทุกที่ ไปได้ทุกเวลา” โดยไม่ต้องเผชิญปัญหาฝุ่น PM 2.5 ไม่ต้องเสียค่าเครื่องบินแพงลิ่ว และไม่ต้องกังวลว่าที่พักเต็ม ผู้สูงอายุ เด็ก หรือผู้พิการที่เคยเข้าไม่ถึงสถานที่ท่องเที่ยวบางแห่ง ก็สามารถสัมผัสความงดงามได้อย่างเท่าเทียม เช่น การเดินชมป่าดิบชื้นแบบ 360 องศา หรือเข้าไปชมพื้นที่โบราณคดีที่รักษาไว้เป็นพื้นที่ปิด มากไปกว่านั้น การท่องเที่ยวแบบ VR ยังทำให้เรามองเห็นมุมที่แม้แต่การไปจริง ๆ ก็อาจไม่เห็น เช่น การซูมดูลวดลายสมัยทวารวดีบนทับหลังหินแบบชัดทุกมิลลิเมตร การบินขึ้นไปชมมุมบนของโบราณสถาน หรือการย้อนเวลาไปดูเมืองโบราณในยุครุ่งเรืองได้เสมือนอยู่ในเหตุการณ์จริง

ถ้าประเทศไทยนำเทคโนโลยีนี้มาใช้จะเกิดอะไรขึ้น

ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีศักยภาพสูงมากสำหรับ Metaverse Tourism เพราะเรามีทั้งมรดกโลก เมืองโบราณ วัดวาอาราม วิถีชุมชน และธรรมชาติที่โดดเด่น หากสามารถพัฒนาแพลตฟอร์มท่องเที่ยวเสมือนจริงของไทยได้จะเกิดประโยชน์อย่างน้อย 5 ด้านใหญ่ ๆ ดังนี้

1. เพิ่มรายได้จากนักท่องเที่ยวเสมือนจริง (Virtual Tourists) ต่างชาติที่ยังไม่สามารถเดินทางมาไทยได้สามารถซื้อตั๋วทัวร์เสมือนจริง สัมผัสวัฒนธรรมไทยผ่าน VR ทำให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้นโดยไม่จำกัดจำนวนคนและไม่สร้างภาระต่อสิ่งแวดล้อม

2. ส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี อย่างเมืองโบราณศรีเทพ สุโขทัย หรืออยุธยา สามารถสร้างประสบการณ์เสมือนจริงแบบ “ย้อนยุค” ช่วยให้คนเข้าถึงมรดกโลกได้ง่ายขึ้น และเป็นการอนุรักษ์ข้อมูลก่อนความเสียหายทางกายภาพจะเกิดขึ้น

3. ยกระดับการเรียนรู้ทางวัฒนธรรม โรงเรียน มหาวิทยาลัย และศูนย์การเรียนรู้สามารถใช้ VR เพื่อสอนประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และวัฒนธรรม ทำให้ผู้เรียนรู้สึกเหมือนอยู่ในเหตุการณ์จริง เพิ่มความเข้าใจและความสนุกไปพร้อม ๆ กัน

4. กระตุ้นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) เมื่อมีความต้องการสร้างคอนเทนต์ VR มากขึ้น จะดึงดูดนักออกแบบ เกมดีไซเนอร์ นักเล่าเรื่อง (Storyteller) และสตาร์ทอัพไทยเข้าสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีท่องเที่ยว (Travel Tech) มากมาย

5. ลดผลกระทบต่อธรรมชาติและชุมชน แหล่งท่องเที่ยวที่เปราะบาง เช่น เกาะปิด ถ้ำโบราณ หรือพื้นที่อนุรักษ์ สามารถจำกัดนักท่องเที่ยวจริง และเปิดให้ท่องเที่ยวเสมือนแทน ลดการเหยียบย่ำ ทำลาย และลดขยะท่องเที่ยว

แล้วเราควรกังวลอะไรไหม

แม้เทคโนโลยีนี้มีข้อดีมากมาย แต่ประเทศไทยก็ต้องคำนึงถึงความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ต ค่าอุปกรณ์ที่อาจยังสูง และความเท่าเทียมในการเข้าถึงของประชาชน อย่างไรก็ตาม หากมีแผนยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนจากภาครัฐและความร่วมมือจากเอกชน เทรนด์นี้จะกลายเป็นโอกาสใหม่ที่ยิ่งใหญ่ของเศรษฐกิจท่องเที่ยวไทยในอนาคต

อ.เบญจวรรณ รอดคล้ายขลิบ

อาจารย์ประจำสาขาวิชาการจัดการนวัตกรรมการท่องเที่ยวและบริการ

[email protected]

แชร์บทความนี้

บทความที่เกี่ยวข้อง