ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และการบริหารจัดการข้อมูลในสถานศึกษายุคดิจิทัล

ผศ.ดร.สุธี จันทรพันธุ์
คณบดีคณะดิจิทัล วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม

การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลได้เปลี่ยนแปลงวิธีการจัดการศึกษาอย่างรวดเร็ว จากห้องเรียนที่เคยพึ่งพากระดานดำ เอกสาร และแฟ้มข้อมูลแบบกระดาษ สู่ระบบการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล เช่น Google Workspace for Education, Microsoft Teams, Learning Management System (LMS) และระบบฐานข้อมูลบน Cloud การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการเรียนการสอนและการบริหารจัดการ แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้สถานศึกษาต้องจัดการกับข้อมูลจำนวนมหาศาล หรือที่เรียกว่า Data Explosion
ข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้มีเพียงชื่อและข้อมูลพื้นฐานของนักเรียน แต่ยังรวมถึงข้อมูลส่วนบุคคลที่สามารถระบุตัวตนได้ (Personally Identifiable Information: PII) ข้อมูลด้านการเรียนและพฤติกรรม ตลอดจนข้อมูลอ่อนไหว เช่น ประวัติทางการแพทย์ กรุ๊ปเลือด ศาสนา และข้อมูลทุนช่วยเหลือ เมื่อข้อมูลเหล่านี้ถูกสร้างและใช้งานผ่านระบบดิจิทัล ก็จะเกิดเป็น Digital Footprint ที่สามารถถูกบันทึก ติดตาม และค้นย้อนหลังได้ หากขาดการควบคุมสิทธิ์และมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เหมาะสม ข้อมูลเหล่านี้อาจกลายเป็นเป้าหมายสำคัญของผู้โจมตีทางไซเบอร์

ภัยไซเบอร์กับความเสี่ยงของสถานศึกษา
สถานศึกษาเป็นองค์กรที่ต้องให้ความสำคัญกับความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เนื่องจากมีการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลของนักเรียน ผู้ปกครอง ครู และบุคลากรจำนวนมาก ขณะที่กรณีศึกษาการโจมตีด้วย Ransomware ในหลายสถานศึกษาแสดงให้เห็นว่าภัยคุกคามดังกล่าวสามารถส่งผลกระทบทั้งต่อระบบสารสนเทศและข้อมูลของผู้เรียน (Check Point Research, 2023) กรณีศึกษาที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่าภัยคุกคามไม่ได้มีเพียงการเจาะระบบโดยตรง แต่รวมถึง Ransomware, Phishing และความผิดพลาดจากการใช้งานระบบ Cloud ด้วย ตัวอย่างเช่น กรณี Minneapolis Public Schools ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเผชิญเหตุโจมตีด้วย Ransomware ในปี 2023 โดยกลุ่มผู้โจมตีเรียกค่าไถ่จำนวน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และต่อมามีการเผยแพร่ข้อมูลที่อ้างว่าถูกขโมยจากระบบของสถานศึกษา (BleepingComputer, 2023; Check Point Research, 2023) ขณะที่กรณี TCAS64 ของประเทศไทยพบข้อมูลส่วนบุคคลของผู้สมัครจำนวนประมาณ 23,000 รายการถูกนำไปเผยแพร่และประกาศขาย เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการควบคุมการเข้าถึงไฟล์และการกำกับดูแลการนำข้อมูลออกจากระบบ (Blognone, 2022) เหตุการณ์เหล่านี้แสดงให้เห็นว่า “ความปลอดภัยของข้อมูล” ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับวิธีที่บุคลากรใช้และบริหารจัดการข้อมูลด้วย
ผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวครอบคลุมทั้งด้านการเงินและกฎหมาย สวัสดิภาพของนักเรียน และชื่อเสียงของสถานศึกษา การรั่วไหลของข้อมูลอ่อนไหวอาจนำไปสู่การกลั่นแกล้งทางออนไลน์หรือการนำข้อมูลไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม ขณะที่การสูญเสียความไว้วางใจจากผู้ปกครองอาจส่งผลต่อสถานศึกษาในระยะยาว
ดังนั้น การสร้างความปลอดภัยจึงควรเริ่มจาก “คน” เพราะ Human Error เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของความเสี่ยง บุคลากรทางการศึกษาควรได้รับการพัฒนาให้เป็น Smart Educator ซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียงการใช้เทคโนโลยีได้ แต่ต้องสามารถจัดการข้อมูลอย่างปลอดภัยด้วย โดยเฉพาะ 4 ทักษะ ได้แก่ การจำแนกประเภทข้อมูล (Data Classification) การกำหนดสิทธิ์เข้าถึง (Access Control) การรักษาความปลอดภัยของบัญชีและการใช้ 2FA และการตระหนักรู้ด้าน Cybersecurity เพื่อสามารถตรวจสอบอีเมล ลิงก์ หรือไฟล์ที่น่าสงสัยก่อนคลิก บทเรียนจากหลายกรณีสะท้อนให้เห็นว่าการสร้างความตระหนักรู้และการฝึกอบรมด้าน Phishing เป็นส่วนสำคัญของการลดความเสี่ยงจาก Human Error และช่วยให้บุคลากรสามารถสังเกตและรับมือกับข้อความหลอกลวงได้ดีขึ้น

จาก PDPA สู่ Secure School Framework
นอกจากการป้องกันภัยไซเบอร์แล้ว สถานศึกษายังต้องบริหารข้อมูลให้สอดคล้องกับ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)
การประมวลผลข้อมูลควรมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนและอยู่บนฐานทางกฎหมาย (Legal Basis) ที่เหมาะสม เช่น Public Task สำหรับภารกิจด้านการศึกษาของสถานศึกษารัฐ, Contract สำหรับการให้บริการการศึกษาหรือสัญญาจ้างงาน, Legal Obligation สำหรับการรายงานข้อมูลตามที่กฎหมายกำหนด, Legitimate Interest สำหรับการรักษาความปลอดภัยและระบบสารสนเทศ (เช่น กล้อง CCTV หรือการบันทึก Log) และ Consent สำหรับกิจกรรมที่อยู่นอกเหนือภารกิจปกติ เช่น การนำภาพนักเรียนไปใช้เพื่อการประชาสัมพันธ์ ทั้งนี้ หากเป็นข้อมูลอ่อนไหว (Sensitive Data) เช่น ประวัติสุขภาพหรือข้อมูลชีวมิติ จะต้องได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้ง (Explicit Consent) ตามที่กฎหมายกำหนด ประเด็นสำคัญคือ PDPA ไม่ควรถูกมองว่าเป็นหน้าที่ของฝ่ายกฎหมายหรือผู้ดูแลข้อมูลเพียงฝ่ายเดียว แต่ควรเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานประจำวันของบุคลากรทุกคน ตัวอย่างจากต่างประเทศ เช่น กรณีโรงเรียนในสวีเดนที่ใช้ระบบจดจำใบหน้าเพื่อเช็กชื่อ แสดงให้เห็นว่าการนำเทคโนโลยีมาใช้ต้องพิจารณาทั้งความจำเป็น ความเหมาะสม และลักษณะของข้อมูลที่จัดเก็บ โดยเฉพาะข้อมูลชีวมิติซึ่งมีความละเอียดอ่อน (Integritetsskyddsmyndigheten, 2019)
สำหรับสถานศึกษาที่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณและบุคลากร แนวคิด Secure School Framework สามารถนำมาใช้เป็นกรอบพื้นฐาน โดยประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ หรือ People–Process–Technology (PPT) People คือการสร้าง Cyber Hygiene และ Zero-Trust Mindset เช่น “สงสัยก่อนคลิก” พร้อมกำหนดผู้รับผิดชอบด้านข้อมูลอย่างชัดเจน Process คือการกำหนดสิทธิ์ตามหลัก Least Privilege การตัดสิทธิ์ทันทีเมื่อบุคลากรย้ายงานหรือลาออก และการมี Incident Response Plan ส่วน Technology คือการใช้มาตรการพื้นฐานที่จำเป็น เช่น การยืนยันตัวตนแบบสองปัจจัย (2FA) / การยืนยันตัวตนแบบหลายปัจจัย (MFA) การใช้ฟังก์ชันรักษาความปลอดภัยของ Cloud และการสำรองข้อมูลตามหลัก 3-2-1
ความสำคัญของกระบวนการเห็นได้จากกรณีที่อดีตเจ้าหน้าที่ IT ยังคงมีสิทธิ์ระดับผู้ดูแลระบบหลังลาออก และสามารถใช้บัญชีเดิมลบไฟล์และ Virtual Machine จำนวนมาก ส่งผลให้เกิดค่าใช้จ่ายในการกู้คืนระบบสูง ขณะที่สถานศึกษาที่มีมาตรการ 2FA การตัดสิทธิ์ผู้ลาออก และการสำรองข้อมูลแบบ Offline สามารถกู้ระบบจาก Ransomware ได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงโดยไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าไถ่

บทสรุป: โรงเรียนดิจิทัลต้องปลอดภัยด้วย
การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลทำให้ข้อมูลกลายเป็นทรัพยากรสำคัญของสถานศึกษา แต่ยิ่งมีข้อมูลมากขึ้น ความรับผิดชอบในการดูแลข้อมูลก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย Cybersecurity จึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นหน้าที่ของฝ่าย IT เท่านั้น แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของผู้บริหาร ครู บุคลากร นักเรียน และผู้ที่เกี่ยวข้องกับระบบข้อมูลทั้งหมด
หัวใจสำคัญจึงไม่ใช่การมีเทคโนโลยีราคาแพงที่สุด แต่คือการสร้าง “คนที่ตระหนักรู้ กระบวนการที่รัดกุม และเทคโนโลยีที่เหมาะสม” ให้ทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาบุคลากรให้เป็น Smart Educator การบริหารข้อมูลตามหลัก PDPA และการประยุกต์ใช้ Secure School Framework ที่ประกอบด้วย People, Process และ Technology จะช่วยให้สถานศึกษาสามารถสร้างเกราะป้องกันทางไซเบอร์ได้ แม้จะมีข้อจำกัดด้านงบประมาณและบุคลากร
ท้ายที่สุด เป้าหมายของ Cybersecurity ในสถานศึกษาไม่ใช่เพียงการป้องกันไม่ให้ระบบถูกโจมตี แต่คือการสร้าง “ความไว้วางใจในระบบการศึกษา” ให้ผู้เรียน ผู้ปกครอง ครู และบุคลากรมั่นใจว่าข้อมูลของตนได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม และสถานศึกษาสามารถดำเนินภารกิจทางการศึกษาได้อย่างต่อเนื่องในโลกดิจิทัล
เอกสารอ้างอิง
Blognone. (2022, February 2). ภาระเด็กไทย ชื่อ นามสกุล เลขบัตรประชาชน หลุดจากระบบ mytcas.com. Blognone.
Check Point Research. (2023, March 13). 13th March – Threat Intelligence Report. Check Point Software Technologies.
Integritetsskyddsmyndigheten. (2019, August 21). Sanktionsavgift för ansiktsigenkänning i skola. IMY.
Recorded Future News. (2023, February 27). Minneapolis Public Schools still investigating what caused ‘encryption event’. The Record.

แชร์บทความนี้

บทความที่เกี่ยวข้อง