นวัตกรรมบุคคล: จากการพัฒนาบุคคล สู่การพัฒนาคณะวิทยาศาสตร์สุขภาพแห่งอนาคต

ดร.จักรกฤษณ์ พลราชม
คณบดีคณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม

ตลอดช่วงเวลาของการทำงานในแวดวงการศึกษาและวิทยาศาสตร์สุขภาพ ผมมีโอกาสทำงานร่วมกับผู้คน
หลากหลาย ทั้งคณาจารย์ นักศึกษา บุคลากร นักวิจัย หน่วยงานภาครัฐ สถานศึกษา ชุมชน และเครือข่ายวิชาชีพ
ประสบการณ์เหล่านี้ ทำให้ผมเห็นว่า การพัฒนาองค์กรให้ก้าวไปข้างหน้าไม่ได้เกิดจากนโยบาย แผนงาน หรือ
ทรัพยากรเพียงอย่างเดียว สิ่งที่ทำให้นโยบายกลายเป็นการปฏิบัติ ทำให้ความคิดกลายเป็นผลงาน และทำให้
ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้จริง คือ “บุคคล” เมื่อก้าวเข้าสู่บทบาทการบริหารงานคณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ
คำถามสำคัญสำหรับผมจึงไม่ได้มีเพียงว่า “เราจะพัฒนาคณะไปในทิศทางใด” แต่คำถามต้องรวมถึง “เราจะพัฒนา
คนของเราอย่างไร เพื่อให้เขาสามารถร่วมนำพาคณะไปได้ไกลกว่าที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้”
เพราะองค์กรจะ
เปลี่ยนแปลงได้อย่างยั่งยืน เมื่อคนในองค์กรได้รับโอกาสในการพัฒนาศักยภาพ มีส่วนร่วม และสามารถนำความคิด
ไปสู่การลงมือปฏิบัติ แนวคิดนวัตกรรมบุคคล (People Innovation) จึงเป็นมุมมองที่ผมใช้เชื่อมโยงการพัฒนา
คณาจารย์ บุคลากร การจัดการเรียนรู้ของนักศึกษา การวิจัย การบริการวิชาการ และความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย
โดยมีความเชื่อพื้นฐานว่า ทุกคนมีศักยภาพในการสร้างการเปลี่ยนแปลง หากองค์กรสร้างโอกาสและสภาพแวดล้อม
ที่เหมาะสมให้ศักยภาพนั้นเติบโต

เมื่อบุคคลคือนวัตกรรม

เมื่อพูดถึง “นวัตกรรม” เรามักนึกถึงเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ หรือเครื่องมือดิจิทัล แต่ในมุมของผม
นวัตกรรมในสถาบันการศึกษาอาจเริ่มต้นจากสิ่งที่พื้นฐานกว่านั้น คือ คนที่พร้อมเรียนรู้ ปรับตัว และสามารถนำ
ความรู ้ เทคโนโลยี และประสบการณ์มาสร้างคุณค่าใหม่ โลกด้านสุขภาพกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และ
ปัญหาสุขภาพมีความซับซ้อนมากขึ้น บุคลากรด้านสุขภาพจึงต้องมีมากกว่าองค์ความรู้ตามมาตรฐานวิชาชีพ แต่
ต้องรู ้จักใช้ข้อมูลและหลักฐานทางวิชาการ ทำงานร่วมกับผู้อื่น เข้าใจบริบทของประชาชนและชุมชน ตลอดจน
เลือกใช้เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์อย่างมีวิจารณญาณ สำหรับผม โจทย์สำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงว่า “เราจะนำ
เทคโนโลยีอะไรมาใช้”
แต่อยู่ที่ว่า “เรากำลังพัฒนาคนของเราให้พร้อมสำหรับการสร้างการเปลี่ยนแปลงหรือไม่”
ในความหมายนี้ นวัตกรรมบุคคลจึงไม่ใช่การจัดอบรมหรือเพิ่มทักษะเป็นครั้งคราว แต่คือกระบวนการที่ทำ
ให้คนค้นพบศักยภาพของตนเอง มีพื้นที่ในการคิดและมีส่วนร่วม ได้ทดลองปฏิบัติจริง และสามารถเปลี่ยนสิ่งที่
เรียนรู้ให้เกิดคุณค่า บทบาทของผู้บริหารจึงไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ที่คิดนวัตกรรมได้มากที่สุด แต่คือการสร้าง “พื้นที่
ของความเป็นไปได้” ให้คนในองค์กรกล้าคิด กล้าทดลอง และเรียนรู้จากการลงมือทำ

4P: จากศักยภาพสู่การสร้างคุณค่า

จากประสบการณ์ด้านการศึกษา การวิจัย และการบริหารคณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ ผมมองว่า
กระบวนการพัฒนาคนให้เป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงสามารถอธิบายผ่านแนวคิด 4P ได้แก่ Potential,
Participation, Practice และ Performance

Potential: มองเห็นและพัฒนาศักยภาพ คนแต่ละคนมีความรู้ ความถนัด ความสนใจ และประสบการณ์
แตกต่างกัน การบริหารคนจึงไม่ควรถามเพียงว่า “เราจะให้บุคคลนี้ทำงานอะไร” แต่ควรถามด้วยว่า “เขามี
ศักยภาพอะไร และเราจะทำให้ศักยภาพนั้นเติบโตได้อย่างไร”
สำหรับคณาจารย์ ศักยภาพอาจเติบโตผ่านการสอนการวิจัย งานวิชาการ หรือวิชาชีพ ส่วนนักศึกษาอาจแสดงศักยภาพผ่านการสื ่อสาร การทำงานเป็นทีม ความคิด
สร้างสรรค์ หรือการแก้ปัญหาในสถานการณ์จริง หน้าที่ของคณะจึงไม่ใช่เพียงประเมินว่าคนทำอะไรได้ แต่ต้องมอง
ให้เห็นว่าเขายังสามารถเติบโตไปได้อีกอย่างไร
Participation: เปิดพื้นที่ให้มีส่วนร่วม ศักยภาพจะเติบโตได้ยาก หากบุคคลมีหน้าที่เพียงรับคำสั่ง การมี
ส่วนร่วมทำให้คนรู้สึกเป็นเจ้าของงาน ตั้งแต่ร่วมคิด ร่วมออกแบบ ไปจนถึงร่วมรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ ตัวอย่างหนึ่ง
คือการพัฒนางานบริการวิชาการร่วมกับสถานศึกษาและภาคีเครือข่าย ซึ่งไม่ได้มองผู้เข้าร่วมเป็นเพียงผู้รับองค์
ความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ แต่เปิดโอกาสให้เข้ามาร่วมออกแบบและขับเคลื ่อนกระบวนการผ่านแนวคิด 4D:
Develop – Design – Do – Disseminate ตั้งแต่การพัฒนาศักยภาพ การร่วมออกแบบกิจกรรม การทดลอง
ปฏิบัติจริง จนถึงการแลกเปลี่ยนและขยายผล สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียง “โครงการของคณะ” แต่เป็นกระบวนการที่
เครือข่ายมีส่วนร่วมและมีความเป็นเจ้าของร่วมกัน
Practice: เปลี่ยนความรู้เป็นการลงมือทำ การพัฒนาบุคคลไม่ควรสิ้นสุดเมือการอบรมจบลงหรือเมื่อ
ผู้เรียนสอบผ่าน การเรียนรู้จะมีความหมายเมื่อบุคคลมีโอกาสนำความรู ้ไปใช้กับสถานการณ์จริง พื้นที่การเรียนรู้
ของคณะวิทยาศาสตร์สุขภาพจึงควรขยายออกจากห้องเรียนไปสู่ชุมชน สถานศึกษา และสถานประกอบการ
นักศึกษาควรได้พบกับปัญหาจริง ใช้เครื่องมือจริง และเรียนรู้ว่าปัญหาในโลกจริงอาจไม่ได้มีคำตอบเพียงคำตอบ
เดียว เช่นเดียวกับงานวิจัยที่ไม่ควรสิ้นสุดเมื่อบทความได้รับการตีพิมพ์ แต่ควรถามต่อว่า องค์ความรู้ที่ได้จะถูก
นำไปใช้สร้างการเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพให้กับประชาชนหรือสังคมได้อย่างไร
Performance: เปลี่ยนการเรียนรู้ให้เกิดผลลัพธ์และคุณค่า สิ่งที่ผมให้ความสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าคน
ของเรา “เก่งขึ้น” หรือไม่ แต่คือเขาสามารถนำศักยภาพและสิ่งที่เรียนรู ้ไปสร้างคุณค่าได้หรือไม่ คุณค่านั้นอาจ
ปรากฏในรูปของการจัดการเรียนรู ้ที่ดีขึ้น ผลงานวิชาการและนวัตกรรม ความสามารถในการปฏิบัติงานของ
นักศึกษา หรือประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับชุมชนและสังคม
สำหรับผม 4P จึงสรุปได้อย่างเรียบง่ายว่า “มองเห็นคน เปิดพื้นที่ให้คน ให้คนได้ลงมือทำ และทำให้คน
สามารถสร้างคุณค่าให้ผู้อื่นได้” กระบวนการดังกล่าวเริ่มจากการมองเห็นและพัฒนาศักยภาพ (Potential) เปิด
พื้นที่ให้มีส่วนร่วม (Participation) นำความรู้ไปสู่การลงมือปฏิบัติจริง (Practice) และเปลี่ยนการเรียนรู้ให้เกิด
ผลลัพธ์และคุณค่า (Performance) โดยการเปลี่ยนแปลงไม่ได้สิ้นสุดที่ระดับบุคคล แต่สามารถขยายจาก People
Innovation ไปสู่ Innovative People, Innovative Team และ Innovative Faculty ก่อนนำไปสู่Social
Impact ดังภาพที่ 1

ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดนวัตกรรมบุคคล 4P: จากศักยภาพบุคคลสู่การพัฒนาคณะวิทยาศาสตร์สุขภาพแห่งอนาคต

จาก People Innovation สู่ Faculty Innovation
เมื่อคนได้รับการพัฒนา การเปลี่ยนแปลงไม่ควรหยุดอยู่ที่ระดับบุคคล แต่ควรขยายไปสู่ทีมและองค์กร นี่
คือจุดที่ People Innovation สามารถพัฒนาไปสู่ Faculty Innovation คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพแห่งอนาคตจึง
ควรเป็นระบบนิเวศที่ทำให้อาจารย์ นักศึกษา และบุคลากรสามารถเรียนรู้และสร้างสิ่งใหม่ร่วมกันได้อย่างต่อเนื่อง
อาจารย์ต้องขยับจากบทบาทผู ้ถ่ายทอดองค์ความรู ้ไปสู ่การเป็นผู ้ออกแบบการเรียนรู ้ที ่เชื ่อมโยงองค์ความรู ้กับ
สถานการณ์จริง ขณะที่นักศึกษาต้องได้รับโอกาสในการพัฒนาทั้งความรู้ การคิด การลงมือทำ การแก้ปัญหา และ
การเรียนรู้ด้วยตนเอง
งานวิจัยและบริการวิชาการสามารถเป็นพื้นที่สำคัญในการเชื่อมโยง การวิจัย (Research) การศึกษา
(Education) และชุมชน (Community) กล่าวคือ งานวิจัยทำหน้าที่สร้างองค์ความรู้ ความรู้นั้นถูกนำกลับมา
พัฒนาการเรียนการสอน และต่อยอดไปสู่การแก้ปัญหาหรือสร้างคุณค่าให้แก่ชุมชน สังคม เมื่อทั้งสามส่วนเกื้อหนุน
ซึ่งกันและกัน การเปลี่ยนแปลงจะค่อย ๆ ขยายจาก บุคคลแห่งนวัตกรรม (Innovative People) ไปสู่ ทีมแห่ง
นวัตกรรม (Innovative Team) คณะแห่งนวัตกรรม (Innovative Faculty) และท้ายที่สุดนำไปสู่ ผลกระทบต่อ
สังคม (Social Impact)
ภายใต้แนวคิดนี้ ผมมองว่าบทบาทของคณบดีไม่ได้มีเพียงการบริหารหลักสูตร บุคลากร หรืองบประมาณ
แต่ต้องทำหน้าที่เป็น Ecosystem Designer หรือผู ้ออกแบบระบบนิเวศของการเรียนรู ้และการทำงานด้วย
ผู้บริหารไม่จำเป็นต้องมีความคิดดีที่สุดในทุกเรื่อง แต่ควรทำให้คนที่มีความคิดดีมีพื้นที่ คนที่มีศักยภาพได้รับโอกาส
และคนรุ่นใหม่สามารถเติบโตและทำงานร่วมกับผู้อื่นได้

บทเรียนของการเปลี่ยนแปลง
สิ่งหนึ่งที่ผมเรียนรู้จากการทำงาน คือ การเปลี่ยนองค์กรเริ่มจากการเปลี่ยนวิธีที่เรามองคน หากเรามอง
บุคลากรเป็นเพียงกำลังคน เราอาจสนใจเพียงการจัดสรรและติดตามงาน แต่เมื่อมองว่าแต่ละคนสามารถเติบโตได้
คำถามของผู้บริหารจะเปลี่ยนไปเป็น “เขาถนัดอะไร” “เขาควรได้รับโอกาสอะไร” และ “องค์กรจะช่วยให้
ศักยภาพของเขากลายเป็นคุณค่าได้อย่างไร”
นวัตกรรมเองก็ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งใหญ่หรือเป็นเทคโนโลยีเสมอไป
การปรับวิธีการสอน การสร้างความร่วมมือกับโรงเรียนหรือชุมชน หรือการเปิดพื้นที่ให้นักศึกษาและบุคลากรแสดง
ความสามารถ ล้วนเป็นจุดเริ่มต้นของนวัตกรรมได้ หากสิ่งเหล่านั้นทำให้เกิดวิธีคิด วิธีทำงาน หรือคุณค่าที่แตกต่าง
จากเดิม
อีกบทเรียนหนึ่งที่ผมให้ความสำคัญ คือ การเปลี่ยนแปลงไม่ควรผูกติดกับผู้บริหารหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง
หากเราต้องการความยั่งยืน สิ่งที่เริ่มจากบุคคลต้องค่อย ๆ พัฒนาไปสู่ระบบและวัฒนธรรมขององค์กร ในอนาคต
คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม จะต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอีกมาก ทั้งเทคโนโลยี
ปัญญาประดิษฐ์ โครงสร้างประชากร และปัญหาสุขภาพรูปแบบใหม่ เราอาจไม่สามารถคาดการณ์ได้ทั้งหมดว่าโลก
สุขภาพในอีกสิบปีข้างหน้าจะมีหน้าตาอย่างไร แต่สิ่งที่เราสามารถเตรียมได้ตั้งแต่วันนี้ คือ “คนที่พร้อมสำหรับสิ่งที่
ยังมาไม่ถึง”คนเหล่านั้นควรมีพื้นฐานวิชาชีพที่เข้มแข็ง รู้จักใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีอย่างมีวิจารณญาณ สามารถ
ทำงานร่วมกับผู้อื่น และเข้าใจบริบทของชุมชนและสังคม สำหรับผมนี่คือความหมายของ “คณะวิทยาศาสตร์
สุขภาพแห่งอนาคต”
คือ คณะที่มีคนซึ่งสามารถเรียนรู้ ปรับตัว และสร้างคำตอบใหม่ให้กับปัญหาสุขภาพของ
สังคมได้
ท้ายที่สุดเทคโนโลยีอาจเปลี่ยน เครื่องมืออาจเปลี่ยน และรูปแบบการศึกษาอาจเปลี่ยนไปตามกาลเวลา
แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงเป็นหัวใจของสถาบันการศึกษา คือ “บุคคล” เพราะนวัตกรรมที่ยั่งยืนที่สุดอาจไม่ใช่เครื่องมือหรือ
อุปกรณ์ที่เราซื้อเข้ามา แต่คือคนที่เราพัฒนาขึ้น คนที่เราเปิดโอกาสให้เติบโต และคนที่วันหนึ่งสามารถสร้างการ
เปลี่ยนแปลงให้กับผู้อื่นได้ บางทีภารกิจสำคัญที่สุดของผู้บริหารการศึกษา อาจไม่ใช่การสร้างองค์กรที่เดินตามเรา
แต่คือ การสร้างคนและระบบที่สามารถเดินต่อไปได้ แม้ในวันที่เราไม่ได้อยู่ตรงนั้นแล้ว

แชร์บทความนี้

บทความที่เกี่ยวข้อง