บทความวิชาการ : “คนไทยเรียนจบแล้ว” แต่ยังต้อง “เติบโต”

ประวีณ ไม้เกตุ

อาจารย์ประจำสาขาธุรกิจดิจิทัล คณะดิจิทัล วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม

แนวคิดในการใช้เทคโนโลยีเป็น Growth Engine เพื่อพัฒนาการเรียนรู้เชิงปฏิบัติในระดับอุดมศึกษาไทย มิได้เป็นเพียงความฝัน จากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ระบบอุดมศึกษาไทยมีคำถามตัวโต ๆ จากทั้งผู้เรียน ผู้ปกครอง และภาคอุตสาหกรรมว่า “การเรียนในมหาวิทยาลัยนั้นช่วยเตรียมความพร้อมสู่การทำงานจริงได้มากน้อยเพียงใด” แม้นักศึกษาจะสำเร็จการศึกษาและมีวุฒิการศึกษาเป็นที่ยอมรับแล้ว แต่ในความเป็นจริงกลับพบว่าบัณฑิตจำนวนมากยังขาดทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการประยุกต์ใช้ความรู้ในสถานการณ์จริง ซึ่งปัญหานี้สะท้อนให้เห็นเลยว่าการจัดการเรียนการสอนที่เน้นการถ่ายทอดความรู้เชิงทฤษฎีเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไปในบริบทของสังคมดิจิทัล

            แนวคิดการใช้เทคโนโลยีเป็น “Growth Engine” ในการเรียนการสอนจึงมิใช่เพียงกระแสด้านความทันสมัย แต่เป็นแนวทางเชิงระบบที่มุ่งใช้เทคโนโลยีเป็นกลไกขับเคลื่อนการพัฒนาศักยภาพผู้เรียนอย่างเป็นรูปธรรม โดยเน้นการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ และการลงมือทำ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถ “เติบโต” ได้จริง ไม่ใช่เพียงเรียนจบตามโครงสร้างหลักสูตร ซึ่งความจริงแล้วแนวคิดนี้ควรเริ่มปรับทั้งระบบตั้งแต่ฐานรากของระบบการศึกษาเพื่อให้มีแนวทางสอดรับกันทั้งระบบ ตั้งแต่ประถม มัธยม และอุดมศึกษา

            จากประสบการณ์การจัดการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษา บทบาทของอาจารย์ในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ อาจารย์ไม่อาจทำหน้าที่เป็นเพียงผู้ถ่ายทอดความรู้จากตำรา ตำรา และตำรา!!!
อีกต่อไป แต่ต้องทำหน้าที่เป็นผู้ออกแบบกระบวนการเรียนรู้ให้เหมาะสม และเป็นผู้อำนวยความรู้ ที่ช่วยสร้างสถานการณ์ให้ผู้เรียนได้คิด วิเคราะห์ ทดลอง ถึงแม้ผู้เรียนจะสำเร็จบ้างหรือผิดพลาดบ้าง ก็ยังจะได้เรียนรู้จากความผิดพลาดนั้น ๆ

            เทคโนโลยีดิจิทัล เช่น Artificial Intelligence (AI), Internet of Things (IoT) และแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ ในปัจจุบันมีให้เลือกให้หยิบใช้มากมาย สามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนการออกแบบการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยกตัวอย่าง เช่น การให้นักศึกษาพัฒนาโครงงานขนาดเล็กที่เชื่อมโยงกับปัญหาจริง การใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลในกรณีศึกษาทางธุรกิจ หรือการใช้ระบบดิจิทัลจำลองสถานการณ์การตัดสินใจ แนวทางเหล่านี้ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจเนื้อหาเชิงลึกมากขึ้น และมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างทฤษฎีกับการใช้งานจริง การใช้เทคโนโลยีเป็น Growth Engine ในการเรียนการสอนไม่ใช่แนวคิดใหม่ในระดับสากล มหาวิทยาลัยชั้นนำหลาย ๆ แห่งได้นำแนวทางนี้มาใช้และเห็นผลอย่างชัดเจน เช่น กรณีของ Massachusetts Institute of Technology (MIT) แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำอย่างเป็นระบบ ผู้ก่อตั้ง MIT ตั้งใจแน่วแน่ว่า สิ่งสำคัญที่สุดของการศึกษาคือการนำไปประยุกต์ใช้ในทางปฏิบัติโดยหลักคิด Mens et Manus หรือ “ปัญญาและการลงมือทำ” ถูกนำมาใช้เป็นฐานในการออกแบบหลักสูตร นักศึกษาไม่ได้เรียนรู้เทคโนโลยีเพียงในห้องเรียน แต่ต้องพัฒนาโครงงานจริงผ่านการเรียนรู้จาก Lab ของ Maker Space และ Media Lab เริ่มจากโจทย์จากภาคอุตสาหกรรมเป็นตัวตั้ง แนวคิดเชิงพัฒนาผ่านเทคโนโลยีจะถูกผสานเข้าไปเพื่อแก้โจทย์เหล่านั้น ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ นักศึกษาสามารถต่อยอดผลงานเป็นนวัตกรรม สตาร์ทอัพ และงานวิจัยเชิงพาณิชย์ ซึ่งสะท้อนว่าเทคโนโลยีทำหน้าที่เป็นกลไกสร้างการเติบโตของผู้เรียนอย่างแท้จริง พอเห็นแบบนี้แล้วไม่แปลกใจที่ MIT เป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกด้านเทคโนโลยี

ในทำนองเดียวกัน Aalto University ประเทศฟินแลนด์ ได้ใช้แนวคิด Project-Based Learning ผสานกับเทคโนโลยีดิจิทัลและ Design Thinking โดยนักศึกษาจากหลายสาขาทำงานร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาจริงจากองค์กรหรือชุมชน อาจารย์ทำหน้าที่เป็นโค้ชมากกว่าผู้บรรยาย แนวทางนี้ช่วยพัฒนาทักษะการทำงานเป็นทีม การคิดเชิงระบบ และความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งเป็นสมรรถนะที่ตลาดแรงงานยุคใหม่ให้ความสำคัญ ขณะที่ National University of Singapore (NUS) นำ AI และ แนวคิดของ Learning Analytics มาใช้ในการวิเคราะห์พฤติกรรมการเรียนรู้ของนักศึกษา เพื่อออกแบบกิจกรรมที่เหมาะสมกับผู้เรียนแต่ละกลุ่ม การใช้เทคโนโลยีในลักษณะนี้ช่วยเพิ่มอัตราการมีส่วนร่วมในการเรียน และทำให้นักศึกษามีความพร้อมต่อการทำงานในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ซึ่งเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์หลักของประเทศสิงคโปร์ทีเดียว

            จากตัวอย่างดังกล่าว จะเห็นได้ว่ามหาวิทยาลัยชั้นนำไม่นำเทคโนโลยีมาใช้เพียงเพื่อความทันสมัย แต่ใช้เป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ในการพัฒนาผู้เรียนให้สามารถสร้างคุณค่าได้จริง หากพิจารณาบริบทของประเทศไทย การนำแนวคิด Growth Engine ด้วยเทคโนโลยีมาปรับใช้คิดว่ามีความเหมาะสมอย่างยิ่ง เนื่องจากระบบอุดมศึกษาไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านคุณภาพบัณฑิตและความสอดคล้องกับตลาดแรงงานซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญ หากตัวเราเป็นบัณฑิตจบออกไปสู่ตลาดแรงงานโดยไม่มีทักษะการเรียนรู้การปฏิบัติในเทคโนโลยีเราจะรู้สึกติดอยู่ในหลุมดำเคว้งคว้างโดดเดี่ยว ดังนั้น การออกแบบการเรียนการสอนที่เน้นการลงมือปฏิบัติจะช่วยลดช่องว่างระหว่างการเรียนกับการทำงานจริง นอกจากนี้ การปรับบทบาทอาจารย์ให้เป็นผู้ออกแบบการเรียนรู้ยังช่วยให้การสอนตอบโจทย์ผู้เรียนที่มีความหลากหลายมากขึ้น เทคโนโลยีสามารถช่วยสนับสนุนการเรียนรู้แบบยืดหยุ่น เปิดโอกาสให้นักศึกษาเรียนรู้ตามศักยภาพของตนเอง และพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อเศรษฐกิจดิจิทัลได้อีกด้วย

            ในระดับประเทศ หากมหาวิทยาลัยไทยสามารถสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงการสอน งานวิจัย และภาคอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน เทคโนโลยีจะไม่เพียงเป็นเครื่องมือในห้องเรียน แต่จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศเราได้เป็นอย่างดี

            โดยสรุปแล้ว การรับมือกับความน่ากลัวของโลกที่มีการแข่งขันสูง และมีการเปลี่ยนผ่านด้านเทคโนโลยีที่ก้าวกระโดด การใช้เทคโนโลยีเป็น Growth Engine ในการจัดการเรียนการสอนระดับอุดมศึกษา มิใช่การเพิ่มเครื่องมือหรือแพลตฟอร์มใหม่ แต่เป็นการเปลี่ยนกระบวนทัศน์การเรียนรู้ จากการเน้นการสอบและเนื้อหา ไปสู่การเน้นสมรรถนะและการสร้างคุณค่า จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นและควรดำเนินการทันที หากอาจารย์สามารถออกแบบการเรียนรู้ให้ผู้เรียนได้ลงมือทำ คิด วิเคราะห์ และเรียนรู้จากประสบการณ์จริง นักศึกษาจะไม่เพียงสำเร็จการศึกษา แต่จะสามารถเติบโตเป็นกำลังคนที่มีคุณภาพ สู่ภาคอุตสาหกรรม พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมและเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างมั่นคง

ประวีณ ไม้เกตุ

อาจารย์ประจำสาขาธุรกิจดิจิทัล คณะดิจิทัล วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม

แชร์บทความนี้

บทความที่เกี่ยวข้อง