บทความวิชาการ ควอนตัม (Quantum) : เสาหลักใหม่ของนวัตกรรมการจัดการเชิงกลยุทธ์ในปี 2026

อาจารย์ปริญญา เลิศประเสริฐ
อาจารย์ประจำสาขาการจัดการ คณะบริหารธุรกิจ

Quantum Technology คือ เทคโนโลยีที่อาศัยหลักการของกลศาสตร์ควอนตัม (Quantum Mechanics) เช่น การซ้อนทับสถานะ (Superposition) การพัวพันเชิงควอนตัม (Entanglement) และการรบกวนกันของคลื่น (Interference) เพื่อนำมาพัฒนาอุปกรณ์ ระบบ และกระบวนการ ก่อให้เกิดการประมวลผลที่รวดเร็วและลึกซึ้งขึ้นอย่างทวีคูณ โดยในปี 2026 เทคโนโลยีควอนตัมไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเพียง เทคโนโลยีแห่งอนาคตอีกต่อไป แต่กำลังก้าวขึ้นเป็นโครงสร้างพื้นฐานเชิงกลยุทธ์ (Strategic Infrastructure) ที่องค์กรชั้นนำทั่วโลกนำมาใช้เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการจัดการการตัดสินใจ และความสามารถในการแข่งขัน แรงผลักดันสำคัญเกิดขึ้นต่อเนื่องจากการที่องค์การสหประชาชาติประกาศให้ปี 2025 เป็นปีสากลแห่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีควอนตัม ส่งผลให้ในปี 2026 ภาคธุรกิจเข้าสู่ช่วง Quantum Commercialization อย่างชัดเจน โดยเฉพาะการนำ Quantum Computing มาประยุกต์ใช้กับโจทย์การบริหารจัดการที่ซับซ้อน 

Quantum computing คือ หนึ่งในความสามารถของ Quantum Technology ซึ่งถูกมองว่าเป็น เครื่องมือสนับสนุนการตัดสินใจขั้นสูง (Advanced Decision Engine) ที่ช่วยให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจได้รวดเร็ว แม่นยำ และรองรับความไม่แน่นอนในโลกธุรกิจยุคใหม่ โดยสามารถประยุกต์ใช้กับด้านต่าง ๆ ดังนี้

1. ด้านการจัดสรรทรัพยากร (Resource Allocation) เทคโนโลยี Quantum Computing ช่วยคำนวณทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดภายใต้ข้อจำกัดและตัวแปรจำนวนมาก ทำให้การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์มีความแม่นยำและรวดเร็วขึ้น
2. ด้านการเพิ่มประสิทธิภาพห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Optimization) เทคโนโลยี Quantum Computing  สามารถประเมินสถานการณ์หลายด้านพร้อมกัน ช่วยลดต้นทุน เพิ่มความเร็ว และเสริมความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานในภาวะไม่แน่นอน
3. ด้านการบริหารความเสี่ยง (Risk Management) เทคโนโลยี Quantum Computing  ช่วยจำลองความเสี่ยงและสถานการณ์ที่หลากหลาย ทำให้ผู้บริหารมองเห็นผลลัพธ์ที่เป็นไปได้และวางกลยุทธ์เชิงรุกได้ดีกว่าเดิม
4. ด้านการคาดการณ์สถานการณ์ในสภาพแวดล้อมที่ไม่แน่นอนสูง (Strategic Scenario Forecasting) เทคโนโลยี Quantum Computing ช่วยสร้างแบบจำลองที่สะท้อนความซับซ้อนและความไม่แน่นอนสูง เปลี่ยนการตัดสินใจจากประสบการณ์ไปสู่การคำนวณเชิงลึกบนฐานข้อมูล

การเปรียบเทียบเครื่องมือที่ช่วยในการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์

ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ AI แบบเดิม ยังมีข้อจำกัดในการจัดการปัญหาที่มีความซับซ้อนและตัวแปรจำนวนมากการวิเคราะห์ความเสี่ยงของระบบเดิมมักอาศัยแบบจำลองเชิงเส้นและสมมติฐานคงที่ การจำลองสถานการณ์เชิงกลยุทธ์ทำได้จำกัดและใช้เวลาคำนวณค่อนข้างนาน แต่ Quantum Computing นั้นสามารถประมวลผลตัวแปรจำนวนมากและหลายสถานการณ์พร้อมกัน ส่งผลให้การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์รวดเร็ว แม่นยำ และรองรับความไม่แน่นอนสูงได้ดีกว่าเทคโนโลยีเดิมเป็นอย่างมาก

กรณีศึกษาบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ใช้เทคโนโลยีควอนตัม (Quantum Computing) 

ด้านโลจิสติกส์ : Amazon & FedEx ใช้เทคโนโลยีควอนตัมคำนวณเส้นทางจัดส่งที่มีความซับซ้อนสูงสามารถลดเวลาขนส่งกว่า 20% และลดต้นทุนพลังงานมากกว่า 30% 

ด้านการเงิน : JPMorgan Chase ใช้เทคโนโลยีควอนตัมจำลองความเสี่ยงและสถานการณ์ตลาดแบบเรียลไทม์ ระบบสามารถจำลองสถานการณ์ตลาด (Market Scenarios) เพื่อบริหารพอร์ตการลงทุนและความเสี่ยงได้แบบ Real-time จากที่ต้องรอ 24 – 72 ชั่วโมง ให้เหลือเพียง 30 นาที – 1 ชั่วโมงเท่านั้น หลังจากได้เห็นผลลัพธ์การใช้งาน JPMorgan ได้ประกาศแผนการลงทุนในเทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์รวมกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยมีเทคโนโลยีควอนตัมเป็นหัวใจหลัก

ย้อนกลับไปเมื่อ 5 ปีก่อน เทคโนโลยีควอนตัมยังถูกมองว่าเป็นเพียงเทคโนโลยีแห่งอนาคต
ที่ห่างไกลจากการใช้งานจริง อย่างไรก็ตาม ข้อมูลผลประกอบการและทิศทางการลงทุนในปี 2025 สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าโลกได้ก้าวเข้าสู่ยุคของ Quantum Commercialization หรือการนำเทคโนโลยีควอนตัมมาใช้เพื่อสร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์ อย่างเป็นรูปธรรม จากรายงาน Global Quantum Market 2025 ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยตลาดควอนตัมโลกในปี 2025 มีมูลค่ารวมประมาณ 1.88 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีสูงถึง 27.3% ขณะเดียวกัน เงินลงทุนจาก Venture Capital ในธุรกิจสตาร์ทอัพด้านควอนตัมเฉพาะไตรมาสแรกของปีเดียวกันมีมูลค่าสูงถึง 1.25 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 128% นอกจากนี้ การเติบโตของ Quantum-as-a-Service (QaaS) ซึ่งเป็นการให้บริการเช่าใช้ประสิทธิภาพการประมวลผลควอนตัมผ่านระบบคลาวด์ สามารถสร้างรายได้รวมกว่า 2.3 พันล้านดอลลาร์ สะท้อนให้เห็นว่าเทคโนโลยีควอนตัมเริ่มเข้าถึงภาคธุรกิจในวงกว้าง โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางที่ไม่จำเป็นต้องลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้วยตนเอง

 

โอกาสและความเป็นไปได้ของประเทศไทยในปี 2026 

  1. การเข้าถึงผ่านระบบ Cloud QaaS : ภาคธุรกิจของไทยไม่จำเป็นต้องสร้างคอมพิวเตอร์ควอนตัมเอง แต่จะสามารถใช้งานได้โดยการเช่าใช้บริการ Quantum-as-a-Service เพื่อทดลองอัลกอริทึมควอนตัมกับโจทย์ธุรกิจ เพื่อเร่งกระบวนการเพิ่มขีดความสามารถยกระดับการแข่งขันของตนเองได้ 
  2. การยกระดับความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ : ธุรกิจโทรคมนาคมและธนาคารต้องเริ่มวางรากฐาน Post-Quantum Cryptography (PQC) เพื่อป้องกันการโจรกรรมข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ควอนตัมที่มีประสิทธิภาพการประมวลผลมหาศาล สามารถป้องกันก่อนการเกิดเหตุไม่คาดคิด อาทิ บัญชีม้า ทุนเทา แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่เป็นปัญหาในประเทศขณะนี้
  3. อุตสาหกรรมการแพทย์ : โรงพยาบาลและบริษัทวิจัยยาในไทยจะเข้าสู่ยุคการรักษาแบบเฉพาะเจาะจง (Precision Medicine) โดยใช้เซนเซอร์ควอนตัมในการวินิจฉัยโรคที่แม่นยำสูง และการใช้ควอนตัมจำลองโครงสร้างยาตัวใหม่จากสมุนไพรไทยนานาชนิด 
  4. อุตสาหกรรมการเกษตร : การพยากรณ์ที่แม่นยำมากขึ้น ตั้งแต่การปลูก การดูแล และการจัดจำหน่าย ยกระดับขีดความสามารถทั้งห่วงโซ่อุปทาน เพื่อพัฒนาขีดความสามารถเกษตรกรไทย สินค้าเกษตรไทย ในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ
 

โลกธุรกิจกำลังก้าวเข้าสู่ระเบียบใหม่ เมื่อเทคโนโลยี Quantum Computing ไม่ใช่เพียงเทคโนโลยีในอนาคต แต่เป็นเครื่องมือพลิกโฉมขีดความสามารถในการประมวลผลให้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม ยกระดับการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์จากการคาดการณ์สู่การวิเคราะห์ผลลัพธ์ภายใต้ความไม่แน่นอนได้อย่างแม่นยำ ผู้นำองค์กรจึงจำเป็นต้องเร่งสร้างความเข้าใจในศักยภาพและนัยสำคัญของเทคโนโลยีนี้ เพราะในวันที่กติกาการแข่งขันถูกเขียนขึ้นใหม่ ผู้ที่ปรับตัวช้าอาจตระหนักได้ในวันที่เกมจบลงไปแล้ว

แชร์บทความนี้

บทความที่เกี่ยวข้อง