ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุดาภรณ์ กิจกุลนำชัย
คณะรัฐประศาสนศาสตร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม
จุดเปลี่ยน “เร่งสร้าง Digital Government” กับการปฏิรูประบบราชการไทยในยุคความผันผวนดิจิทัล
ในทศวรรษปัจจุบัน โลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลัน (Digital Disruption) ที่เกิดจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่เพียงแต่ส่งผลต่อภาคธุรกิจ แต่ยังเป็นแรงกดดันให้ภาครัฐต้องปรับตัวเพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสภาพการณ์ปัจจุบันสะท้อนว่าการบริหารภาครัฐแบบดั้งเดิมที่เน้นลำดับชั้นและการควบคุม (Hierarchy and Control) ไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนที่มุ่งหวังความรวดเร็วและความโปร่งใสได้อีกต่อไป
ประเทศไทยแม้จะมีการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนารัฐบาลดิจิทัล พ.ศ. 2566-2570 แต่ในทางปฏิบัติยังคงเผชิญกับอุปสรรคเชิงโครงสร้างและการทำงานแบบแยกส่วน (Siloed Bureaucracy) ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยีและทักษะดิจิทัลของบุคลากรยังเป็นปัจจัยที่ฉุดรั้งการก้าวสู่รัฐบาลดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ดังนั้น การ “เร่งสร้าง Digital Government” จึงไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็น “จุดเปลี่ยน” สำคัญที่จะกำหนดความยั่งยืนทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในศตวรรษที่ 21 โดยความหมายของคำว่า รัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) หมายถึง การปฏิรูประบบราชการผ่านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) เพื่อรวมศูนย์บริการ สร้างบริการตามความต้องการของประชาชน (Citizen-Centric) และเปลี่ยนกระบวนการทำงานไปสู่รูปแบบดิจิทัลที่ไร้รอยต่อ นวัตกรรมนี้มุ่งเน้นการสร้างคุณค่าสาธารณะ(Public Value) ผ่านการออกแบบบริการใหม่ (Service Design) ที่ยึดเอาความต้องการของประชาชนเป็นตัวตั้งมากกว่าระเบียบวิธีปฏิบัติของราชการแบบเดิม
ปัญหาและผลกระทบของระบบราชการไทยจากการประเมินประสิทธิภาพประเทศไทยถูกจัดอันดับ การให้บริการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์อยู่ที่อันดับ 57 โดยสหประชาชาติ สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงระบบดังนี้
1) การสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ การไม่สามารถใช้ประโยชน์สูงสุดจากข้อมูลทำให้ภาครัฐและประชาสังคมทั่วโลกสูญมูลค่ามหาศาล ซึ่งในไทยส่งผลกระทบโดยตรงต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ 2) ความซ้ำซ้อนและภาระของประชาชน ประชาชนยังคงต้องเดินทางไปติดต่อหน่วยงานรัฐด้วยตนเอง เสียเวลาและทรัพยากรเนื่องจากขาดแพลตฟอร์มดิจิทัลแบบรวมศูนย์ (One Stop Service) ที่สมบูรณ์ 3) ปัญหาความโปร่งใส ระบบที่ยังใช้แรงงานมนุษย์และขาดการเปิดเผยข้อมูล (Open Data) อย่างเป็นระบบ ทำให้ยากต่อการตรวจสอบและลดโอกาสในการป้องกันทุจริตคอร์รัปชัน 4) ข้อมูลแยกส่วน (Data Silos) หน่วยงานรัฐกว่า 20 กระทรวง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกว่า 7,850 แห่ง มักเก็บข้อมูลแยกกันและขาดมาตรฐานกลางในการแลกเปลี่ยนข้อมูล
แนวทางแก้ไขตามทฤษฎีและแนวคิดรัฐประศาสนศาสตร์ การแก้ปัญหาจำเป็นต้องบูรณาการ 3 ทฤษฎีหลัก เพื่อสร้างโครงสร้างที่มั่นคง ได้แก่ New Public Management (NPM) เน้นการบริหารที่มุ่งผลสัมฤทธิ์ (Results-Based Management) โดยใช้ตัวชี้วัด (KPI) เพื่อวัดประสิทธิภาพการทำงานและความคุ้มค่า Digital Era Governance (DEG) มุ่งเน้นการรวมศูนย์บริการ (Re-integration) และการทำให้กระบวนการเป็นดิจิทัลแบบไร้รอยต่อเพื่อลดความซ้ำซ้อนของระบบราชการ Open Bureaucracy ส่งเสริมให้รัฐเปิดเผยข้อมูล (Open Government Data) เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบและร่วมพัฒนานโยบายบนพื้นฐานของข้อมูลจริง แนวทางการสร้าง Digital Government ในไทยเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านที่แท้จริง (Game Changers) ประเทศไทยควรต้องดำเนินการใน 3 มิติหลัก มีดังนี้ มิติที่ 1) บูรณาการข้อมูลและระบบรายงานผลเชิงกลยุทธ์ พัฒนา National Intelligence Dashboard เพื่อใช้ข้อมูลจริงในการตัดสินใจและติดตามตัวชี้วัดสำคัญของประเทศ เช่น โครงการ Ignite Thailand มิติที่ 2 ) ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานเพื่อประชาชน พัฒนาระบบ Thai ID ให้เป็น National ID ที่ใช้ยืนยันตัวตนเพียงครั้งเดียว (Once-only Principle) เพื่อเข้าถึงทุกบริการของรัฐ และเชื่อมโยงกับ Digital Signature เพื่อความปลอดภัยในการทำธุรกรรม และมิติที่ 3 ) การพัฒนาทุนมนุษย์ (Digital Literacy) เร่งฝึกอบรมบุคลากรภาครัฐในทักษะแห่งอนาคต พร้อมทั้งขยายความรู้ด้านดิจิทัลไปยังประชาชนกลุ่มเปราะบางเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ
ความคิดเห็นของผู้เขียน จุดเปลี่ยน Digital Government ไม่ใช่แค่การมีเว็บไซต์ แต่คือการเปลี่ยน DNA ของรัฐ ในมุมมองเชิงวิชาการ การสร้างรัฐบาลดิจิทัลในไทยมิใช่เพียงความท้าทายทางเทคโนโลยี แต่เป็นความท้าทายทางวัฒนธรรมองค์การและอำนาจ การที่ข้อมูลถูกจัดการแบบแยกส่วน (Silos) แท้จริงแล้วสะท้อนถึงการยึดติดกับเขตอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายดั้งเดิม การสังเคราะห์ที่เฉียบแหลมในประเด็นนี้คือ รัฐต้องเปลี่ยนสถานะจาก “ผู้กำกับดูแล” (Regulator) มาเป็น “ผู้สนับสนุนระบบนิเวศ” (Ecosystem Facilitator) หากพิจารณากรณีศึกษาของเอสโตเนียหรือสิงคโปร์ หัวใจสำคัญคือ “ความเชื่อมั่น” (Trust) หากรัฐสามารถสร้างระบบที่มั่นคงปลอดภัยและโปร่งใส ประชาชนจะยอมรับการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อแลกกับบริการที่ทรงประสิทธิภาพ สิ่งที่ไทยต้องเร่งทำคือการทำลายกำแพงกฎหมายที่ล้าสมัยและสร้างมาตรฐานการเชื่อมโยงข้อมูล (Data Interoperability) ให้เกิดการไหลเวียนของข้อมูลที่เป็นเสมือน “เลือด” เลี้ยงเศรษฐกิจยุคใหม่ ดังนั้น การ “เร่งสร้าง Digital Government” คือ ทางออกเดียวที่จะนำพาระบบราชการไทยออกจากหล่มความล่าช้าและการทำงานแบบแยกส่วน การดำเนินการต้องอาศัยทั้งนโยบาย การนำเทคโนโลยี AI มาช่วยในการวิเคราะห์งบประมาณและตรวจสอบทุจริต และที่สำคัญที่สุดคือ “การยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง” หากจุดเปลี่ยนนี้สำเร็จ ประเทศไทยจะไม่ได้เพียงแค่รัฐบาลที่ทันสมัยขึ้น แต่จะได้รับความไว้วางใจจากประชาชนกลับคืนมาซึ่งเป็นฐานรากที่มั่นคงที่สุดของการพัฒนาประเทศ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุดาภรณ์ กิจกุลนำชัย
คณะรัฐประศาสนศาสตร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม




