บทความวิชาการ : นวัตกรรมเทคโนโลยีสะอาดกับการเปลี่ยนผ่านสู่การท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ บทวิเคราะห์เชิงนโยบาย

อาจารย์พัทธ์ธีรา ผัดวงศ์

สาขาวิชาการจัดการนวัตกรรมการท่องเที่ยวและบริการ

คณะการบริการและการท่องเที่ยว

ทำไมต้องมีนวัตกรรมเทคโนโลยีสะอาดเพื่อการท่องเที่ยว

            อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในยุคปัจจุบันเผชิญกับความท้าทายสองประการ คือ การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและการแสดงความรับผิดชอบต่อภาวะโลกร้อน การท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Tourism) จึงไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็น “ยุทธศาสตร์หลัก” ที่นานาประเทศใช้แข่งขันกันผ่านการพัฒนานวัตกรรมสีเขียว เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในทุกมิติของห่วงโซ่อุปทาน

            ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ไม่ใช่แค่ด้านเทคโนโลยีแต่คือความเปลี่ยนแปลงของวิธีคิดในการเดินทาง “จะเที่ยวอย่างไรให้โลกไม่เสีย จะสนุกโดยไม่ทำร้ายสิ่งแวดล้อมได้ไหม” นี่คือโจทย์ที่ทำให้เกิด  เทรนด์ใหม่มาแรงทั่วโลก นั่นก็คือ “Low-Carbon Tourism” หรือ “การท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ” เทรนด์สีเขียวที่จากเดิมเป็นแค่ทางเลือกกลายมาเป็นการแข่งขันระดับนโยบายของหลายประเทศ ทั้งในยุโรป เอเชีย และอเมริกา

            ประเทศยุโรปบางแห่งเริ่มส่งเสริมการเดินทางด้วยรถไฟแทนเครื่องบิน เมืองท่องเที่ยวขนาดใหญ่เปลี่ยน รถบัสเป็นระบบไฟฟ้า โรงแรมจากสแกนดิเนเวียจนถึงญี่ปุ่นประกาศใช้พลังงานสะอาดร้อยละ 100 ในกิจการ ภัตตาคารใช้วัตถุดิบท้องถิ่นเพื่อลดคาร์บอนฟุตพรินต์ และบริษัททัวร์ก็ออกแบบแพ็กเกจเที่ยวแบบรักษ์โลกมากขึ้นกว่าที่เคย ชัดเจนเลยว่าโลกกำลังขยับไปสู่ยุคที่นักท่องเที่ยวไม่ได้มองหาแค่ความสวยงาม แต่ยังมองหาความยั่งยืนและเมื่อพูดถึง Low-Carbon Tourism หลายคนอาจคิดถึงการลดพลาสติกหรือปลูกต้นไม้ แต่ในความจริงแล้วการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำก้าวไปไกลกว่านั้นมาก ประเทศต่าง ๆ กำลังใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยยกระดับประสบการณ์การท่องเที่ยว

ถ้าประเทศไทยหันมาเดินเกม Low-Carbon Tourism อย่างจริงจัง

            การที่ประเทศไทยหันมาเดินเกม Low-Carbon Tourism แบบอย่างจริงจังต้องบอกว่าประเทศไทยนั้นถือได้ว่าเป็นประเทศที่ได้เปรียบทางการท่องเที่ยวรูปแบบนี้เป็นอย่างมาก เพราะประเทศไทยเป็นประเทศที่มีทรัพยากรทางการท่องเที่ยวที่หลากหลายทั้งทรัพยากรทางธรรมชาติและวัฒนธรรมรวมไปถึงสังคมและสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ที่ทำให้ประเทศไทยเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ครบทุกมิติ ตลอดจนชุมชนที่มีศักยภาพสูงในทุกภูมิภาค ดังนั้นการนำแนวคิดท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำมาใช้จึงสามารถสร้างประโยชน์อย่างมหาศาลต่อประเทศ ดังนี้ 1) เพิ่มมูลค่าการท่องเที่ยวไทยให้ยั่งยืนและจับตลาดพรีเมียมได้มากขึ้น 2) ลดความเสี่ยงทางสิ่งแวดล้อมในระยะยาว 3) เพิ่มรายได้ชุมชนแบบกระจาย ไม่กระจุกตัวในผู้ประกอบการรายใหญ่ 4) สร้างภาพลักษณ์ประเทศที่ทันสมัยและรับผิดชอบต่อโลก และ 5) กระตุ้นนวัตกรรมท้องถิ่นและสตาร์ทอัพด้าน Green Tech

ความท้าทายและประเด็นที่ประเทศไทยควรเร่งมือในปัจจุบัน

         หากวิเคราะห์ผ่านเลนส์เชิงนโยบายและการแข่งขันระดับสากลในปี พ.ศ.2569 ประเทศไทยกำลังยืนอยู่ในจุดที่ต้องเร่งเปลี่ยนผ่านจากการท่องเที่ยวเชิงปริมาณสู่เชิงคุณภาพที่วัดผลด้วยคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ซึ่งสามารถวิเคราะห์ความท้าทายสำคัญและสิ่งที่รัฐและเอกชนต้องเร่งดำเนินการได้ดังนี้

            1. ยุทธศาสตร์ “Value over Volume” การเน้นคุณค่ามากกว่าปริมาณ เป็นนโยบายหลักของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ภายใต้แผนปฏิบัติการปี พ.ศ.2569 คือ การปรับสมดุลอุตสาหกรรม ด้วยการเปลี่ยนจากการวัดความสำเร็จที่จำนวนนักท่องเที่ยวมาเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจควบคู่กับความยั่งยืนโดยใช้มาตรฐาน STGs (Sustainable Tourism Goals) เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของแหล่งท่องเที่ยวและผู้ประกอบการ เพื่อสร้าง The New Thailand ที่เน้นกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีพฤติกรรมใส่ใจสิ่งแวดล้อม (Conscious Travelers) ซึ่งเต็มใจจ่ายเพิ่มเพื่อบริการคาร์บอนต่ำ

            2. ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (The Green Divide) ผู้ประกอบการรายใหญ่มีกำลังทรัพย์ในการติดตั้ง Solar Rooftop หรือระบบจัดการน้ำเสียอัจฉริยะ แต่ SMEs และวิสาหกิจชุมชน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการท่องเที่ยวไทยยังขาดเงินทุนและองค์ความรู้ในการเข้าถึงเทคโนโลยีสะอาดเหล่านี้

            3. โครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง (Transportation Infrastructure) การเชื่อมต่อจากเมืองหลักสู่เมืองรองยังพึ่งพารถยนต์สันดาปเป็นหลัก ระบบโครงข่ายรถไฟฟ้า (EV Charging Network) และขนส่งสาธารณะพลังงานสะอาดในต่างจังหวัดยังไม่ครอบคลุมเพียงพอที่จะสร้างเส้นทาง “Seamless Low-Carbon Journey”

            อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีต้นทุนทางธรรมชาติและวัฒนธรรมที่ดีเยี่ยม แต่ความท้าทายอยู่ที่ความเร็วในการปรับตัวเชิงเทคโนโลยี หากไทยสามารถเปลี่ยนจากผู้รับจ้างบริการมาเป็นผู้นำด้านการจัดการการท่องเที่ยวสีเขียวได้ ประเทศไทยจะไม่ใช่แค่รอดจากการแข่งขันแต่จะกลายเป็นผู้กำหนดมาตรฐานใหม่ในภูมิภาค และเพื่อให้ประเทศไทยนั้นแข่งขันได้ในระดับสากล รัฐต้องเร่งมือในประเด็นการรับรองระดับสากล (International Certification) เพื่อให้มาตรฐาน STGs ของไทยเป็นที่ยอมรับเทียบเท่ากับ Global Sustainable Tourism Council (GSTC) ซึ่งจะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวจากยุโรปและอเมริกาที่มีเกณฑ์การเลือกแหล่งท่องเที่ยวที่เข้มงวดมากขึ้น

อาจารย์พัทธ์ธีรา ผัดวงศ์

สาขาวิชาการจัดการนวัตกรรมการท่องเที่ยวและบริการ

คณะการบริการและการท่องเที่ยว

แชร์บทความนี้

บทความที่เกี่ยวข้อง