ดร.ประเสริฐ สุขศาสน์กวิน
คณบดีคณะรัฐประศาสนศาสตร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม
ความขัดแย้งระหว่างสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านและสหรัฐอเมริกา นับเป็นหนึ่งในกรณีศึกษาที่มีความซับซ้อนและยืดเยื้อที่สุดในเวทีการเมืองระหว่างประเทศยุคหลังสงครามเย็นก็ว่าได้ เพราะความสัมพันธ์ของทั้งสองรัฐไม่ได้ดำเนินไปในลักษณะเส้นตรง หากแต่มีลักษณะเป็นวัฏจักรที่หมุนเวียนระหว่างความตึงเครียด การผ่อนคลาย และการเผชิญหน้าทางทหารในระดับต่ำ แล้วจนนำไปสู่สงครามระหว่างกันจากเหตุการณ์การโจมตีโดยสหรัฐฯต่ออิหร่านในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ดังนั้นนักวิเคราะห์กระแสหลักมักอธิบายปรากฏการณ์นี้ผ่านมุมมองความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในสำนักสัจนิยม (Realism) ที่เน้นการแสวงหาผลประโยชน์แห่งชาติและดุลอำนาจในภูมิภาคตะวันออกกลางว่าเป็นความขัดแย้งที่อาจจะหลีกเลี่ยงได้ยาก
อย่างไรก็ตามการวิเคราะห์ในระดับทวิภาคีมักละเลยปัจจัยเชิงโครงสร้างภายในและบทบาทของ “ตัวแสดงภายนอกคู่ความขัดแย้ง” ที่มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญต่อกระบวนการกำหนดนโยบายต่างประเทศ ดังนั้นบทความนี้จึงมุ่งนำกรอบแนวคิด Thomas-Kilmann Conflict Mode Instrument (TKI) ซึ่งเดิมเป็นเครื่องมือวิเคราะห์พฤติกรรมการจัดการความขัดแย้งในระดับปัจเจกและองค์กรมาประยุกต์ใช้ในระดับระหว่างประเทศ เพื่ออธิบายพฤติกรรมการแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน พร้อมทั้งวิพากษ์ข้อจำกัดของกรอบทฤษฎีดังกล่าวในการอธิบายอิทธิพลของกลุ่มผลประโยชน์และรัฐพันธมิตร เช่น อิสราเอล และกลุ่มล็อบบี้ยิสต์อย่างกลุ่มทรงอิทธิพลรัฐพันลึก(Deep State , AIPAC)
การวิเคราะห์ความขัดแย้งอิหร่าน-สหรัฐฯ ผ่านโหมด “การแข่งขัน”
เมื่อวิเคราะห์พฤติกรรมเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ และอิหร่าน จะพบว่าทั้งสองรัฐดำเนินนโยบายภายใต้โหมด การแข่งขันเป็นหลัก ซึ่งมีลักษณะเฉพาะดังต่อไปนี้ คือ สภาวะเกมผลรวมเป็นศูนย์ คือ ทั้งสองฝ่ายมองความมั่นคงของตนเป็นปฏิปักษ์โดยตรงกับอีกฝ่าย ชัยชนะหรือการขยายอิทธิพลของฝ่ายหนึ่งหมายถึงความสูญเสียของอีกฝ่ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ฝ่ายสหรัฐฯ คือ ได้ดำเนินนโยบายคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจขั้นสูงสุด (Maximum Pressure) การป้องปรามทางทหาร (Military Deterrence) และการโดดเดี่ยวอิหร่านในเวทีโลก ฝ่ายอิหร่าน คือ ได้ตอบโต้ด้วยการพัฒนาขีดความสามารถทางนิวเคลียร์ ยุทธศาสตร์สงครามอสมมาตร (Asymmetric Warfare) และการสร้างเครือข่ายพันธมิตรในภูมิภาค (Axis of Resistance) ดังนั้นพฤติกรรมทางนโยบายต่างประเทศของสองประเทศได้สะท้อนสภาวะความขัดแย้งระดังสูงและสุดโต่งทั้งสองฝ่าย ซึ่งส่งผลให้โอกาสในการเปลี่ยนผ่านไปสู่โหมด “การร่วมมือ” หรือแม้กระทั่ง “การประนีประนอม” เช่น ข้อตกลง JCPOA5+1 ในอดีต เกิดขึ้นได้ยากและถ้าเกิดขึ้น ก็อาจจะไม่มีความยั่งยืนของความสัมพันธ์ต่อกัน
วิพากษ์ข้อจำกัดของทฤษฎี TKI ในการจัดการความขัดแย้ง
แม้ว่ากรอบแนวคิดทฤษฎี TKI จะสามารถอธิบายรูปแบบพฤติกรรมภายนอกที่รัฐแสดงออกได้อย่างชัดเจน แต่ในเชิงวิชาการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ กรอบแนวคิดนี้มีข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่สำคัญ 2 ประการเมื่อนำมาวิเคราะห์ความขัดแย้งระดับนี้ คือ
1. สมมติฐานเรื่องตัวแสดงที่มีเอกภาพ ทฤษฎี TKI ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าคู่กรณีเป็นตัวแสดงเดี่ยวที่มีเจตจำนงของตนเองอย่างเป็นเอกภาพ แต่ในความเป็นจริง นโยบายต่างประเทศของรัฐเป็นผลลัพธ์ของเกมสองระดับ (Two-Level Games) ที่มีการต่อรองระหว่างปัจจัยภายในประเทศและระหว่างประเทศ พฤติกรรมการแข่งขันของสหรัฐฯ มิได้เกิดจากฉันทามติของรัฐหากแต่ถูกหล่อหลอมโดยกลุ่มผลประโยชน์ภายในอีกด้วย
2. การละเลยบทบาทของตัวแสดงที่สาม ข้อจำกัดที่ร้ายแรงที่สุดของทฤษฎี TKI คือ การมองความขัดแย้งในลักษณะทวิภาคี จนละเลยตัวแปรภายนอกที่มีบทบาทเป็นผู้กำหนดทิศทางในกรณีนี้ การที่สหรัฐฯ ดำเนินนโยบายแข่งขันอย่างรุนแรงต่ออิหร่าน ในหลายกรณีมิได้ตอบสนองต่อผลประโยชน์แห่งชาติทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ โดยตรง แต่เกิดจากแรงกดดันทางโครงสร้างของสองตัวแสดงหลัก คือ หนึ่ง-อิสราเอล โดยมองว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคามต่อความคงอยู่ของรัฐ จึงดำเนินยุทธศาสตร์เชิงรุกเพื่อผลักดันให้สหรัฐฯ ธำรงสถานะความขัดแย้งและใช้มาตรการทางทหารกับอิหร่าน สอง-กลุ่มล็อบบี้ยิสต์ภายในสหรัฐฯ ซึ่งมีอิทธิพลอย่างสูงต่อกระบวนการนิติบัญญัติและการระดมทุนทางการเมืองในวอชิงตัน ทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมประสานเพื่อกดดันให้ผู้ดำเนินนโยบายของสหรัฐฯ ต้องเลือกโหมดแข่งขันแทนที่จะเป็นโหมดประนีประนอม
ดังนั้น พฤติกรรมการแข่งขันของสหรัฐฯ จึงไม่ได้เป็นเพียงทางเลือกที่เป็นอิสระตามกรอบทฤษฎี TKI แต่เป็นพฤติกรรมที่ถูกชี้นำและจำกัดทางเลือก โดยตัวแสดงเบื้องหลังอย่างมีนัยยะสำคัญ
การวิเคราะห์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่าน–สหรัฐอเมริกา ผ่านกรอบแนวคิด Thomas-Kilmann (TKI) ช่วยให้เราเห็นภาพพจน์เชิงพฤติกรรมที่ตั้งอยู่บนฐานของการแข่งขันและการเผชิญหน้าได้อย่างเป็นระบบ อย่างไรก็ดี กรอบแนวคิดดังกล่าวมีจุดอ่อนสำคัญในการละเลยปัจจัยเชิงโครงสร้างและตัวแสดงที่สาม การทำความเข้าใจความขัดแย้งนี้อย่างลึกซึ้งจึงไม่สามารถพิจารณาเพียงพฤติกรรมทวิภาคีบนแกนความร่วมมือและการแสดงออกได้ แต่จำเป็นต้องบูรณาการร่วมกับทฤษฎีกลุ่มผลประโยชน์ (Interest Group Theory) และ ทฤษฎีโครงสร้างอำนาจภายใน (Domestic Structure) เพื่อให้เห็นว่าโหมดการแข่งขันในเวทีระหว่างประเทศ แท้จริงแล้วอาจเป็นผลลัพธ์ของเกมอำนาจและการล็อบบี้ภายในประเทศ ดังนั้น การก้าวข้ามวัฏจักรความขัดแย้งนี้จึงมิใช่เพียงการปรับเปลี่ยนท่าทีของสหรัฐฯ หรืออิหร่าน แต่หมายถึงการจัดการกับพลวัตของตัวแสดงเบื้องหลังที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับการคงอยู่ของความขัดแย้งนี้อย่างเข้าใจลึกซึ้งของความขัดแย้งระหว่างประเทศในยุคเปลี่ยนผ่านระเบียบโลกใหม่อย่างน่าติดตามทีเดียว




