บทความวิชาการ : Innovation from China: นวัตกรรมที่พลิกโฉมสู่การเปลี่ยนแปลงโลก

อาจารย์กัญจน์วรางค์ เฉลิมเมือง

อาจารย์ประจำศูนย์ภาษาต่างประเทศ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม

เมื่อพูดถึงสิ่งประดิษฐ์ในยุคโบราณที่ถือเป็นนวัตกรรมเปลี่ยนโลก ท่านผู้อ่านนึกถึงอะไรบ้าง หลายคนอาจคิดถึงสิ่งประดิษฐ์จากชาติตะวันตก จนมองข้ามความเจริญก้าวหน้าของอารยธรรมในเอเชีย โดยเฉพาะประเทศจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่อารยธรรมโบราณของโลกที่มีความโดดเด่นด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาอย่างยาวนาน ศาสตราจารย์โจเซฟ นีดแฮม (Joseph Needham) นักวิชาการผู้มีชื่อเสียงระดับโลก ได้รวบรวมและเรียบเรียงหนังสือเรื่อง ประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจีน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของจีนในอดีต รวมทั้งความขยันหมั่นเพียรและความคิดสร้างสรรค์ของนักประดิษฐ์ชาวจีนที่ได้สร้างคุณูปการสำคัญต่อมวลมนุษยชาติ [1] เมื่อกล่าวถึง สี่สิ่งประดิษฐ์อันยิ่งใหญ่ของจีนได้แก่

1. กระดาษ ต้นแบบกระดาษที่เราใช้กันอย่างแพร่หลายมีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีน และมีการใช้กันมาตั้งแต่ราวคริสศักราช 100 โดยขันทีในราชสำนักที่ชื่อว่าไช่หลุน เป็นผู้คิดค้นขึ้นมา โดยการใช้เปลือกไม้นำมาทุบให้ละเอียด แล้วนำไปต้มกับน้ำจนข้นเหลว จากนั้นนำไปเทลงถาดบางๆ ตากให้แห้งจนกลายเป็นกระดาษบางๆ เหมาะกับการใช้เขียนหนังสือ ก่อนที่จะกลายมาเป็นกระดาษคนจีนมักจะสลักตัวอักษรลงบนกระดองเต่า กระดูกสัตว์ แผ่นไม้ เครื่องทองสัมฤทธ์ ทำให้มีน้ำหนักมาก ขนย้ายลำบาก ในเวลาต่อมาเทคโนโลยีการผลิตกระดาษได้เผยแพร่ไปยังตอนกลางของทวีปเอเชีย เส้นทางสายไหมของราชวงศ์ถัง ก่อนที่จะเผยแพร่ไปยังประเทศทั่วโลก

2. แท่นพิมพ์ ยุคสมัยก่อนบัณฑิตที่ต้องการหนังสือสักเล่มหนึ่งก็ต้องคัดหนังสือนั้นทั้งเล่ม สมัยราชวงศ์สุยและราชวงศ์ถังได้มีการคิดประดิษฐ์แท่นพิมพ์ไม้ขึ้นก่อน ข้อเสียคือการพิมพ์แต่ละครั้งต้องแกะสลักไม้ไว้เป็นจำนวนมาก ต่อมาต่อมาในสมัยราชวงศ์ซ่งเหนือ ได้คิดค้นแท่นพิมพ์ตัวเรียงขึ้น โดยใช้ตัวอักษรดินเผาแยกเป็นตัว ๆ สามารถนำมาจัดเรียงและถอดเปลี่ยนได้ตามต้องการ ทำให้ไม่จำเป็นต้องแกะสลักแผ่นไม้ใหม่ทุกครั้งเหมือนการพิมพ์แบบแกะไม้ ช่วยประหยัดเวลา แรงงาน และวัสดุได้มาก

การประดิษฐ์แท่นพิมพ์ โดยมีบทบาทสำคัญในการเผยแพร่ความรู้ วรรณกรรม และตำราต่าง ๆ ให้แพร่หลายมากขึ้น ส่งผลให้ประชาชนและบัณฑิตสามารถเข้าถึงหนังสือได้สะดวกกว่าเดิม การพัฒนาเทคโนโลยีการพิมพ์ของจีนส่งอิทธิพลต่อการพัฒนาการพิมพ์ของโลก เทคโนโลยีการพิมพ์ของจีนได้กลายเป็นพื้นฐานสำคัญที่ส่งผลต่อการพัฒนาระบบการพิมพ์ในภูมิภาคอื่น และความก้าวหน้าทางวิทยาการของมนุษยชาติ

3. เข็มทิศ รุ่นแรกทำมาจากหินแม่เหล็กรูปทรงเหมือนช้อน หินที่มีสนามแม่เหล็กพบในธรรมชาติ นำมาฝนให้มีรูปร่างเหมือนเข็ม โดยจะเอาวางไว้เหนือน้ำเมื่อต้องการใช้งาน ในสมัยราชวงศ์ซ่งเหนือ เข็มทิศได้ถูกนำมาใช้ในการเดินเรือ ส่วนในสมัยราชวงศ์ซ่งใต้ได้แพร่หลายเข็มทิศประดิษฐ์ไปยังยุโรปผ่านทางประเทศแถบอาหรับ เข็มทิศจึงเป็นอุปกรณ์ที่มีบทบาทสำคัญในการเดินทางของชาวยุโรปเพื่อไปค้นพบทวีปอเมริกา และดินแดนใหม่ๆในทวีปต่างๆ การคิดค้นเข็มทิศมีอิทธิพลต่อการเดินเรืออย่างมาก นับว่าเป็นการพลิกโฉมประวัติการเดินเรือของโลก

4. ดินปืน นำมาใช้เป็นส่วนประกอบของ ประทัด ในเวลาต่อมมาสูตรของดินปืนถูกพัฒนาเป็นอาวุธหลายอย่าง ทั้งจรวด ปืน ระเบิด รวมถึงดอกไม้ไฟ โดยชาวมองโกนำเทคโนโลยีดินปืนไปเผยแพร่ให้กับชาวยุโรปในช่วงปีคริสศักราช 1225-1248 [2]  เมื่อกองทัพมองโกลขยายอำนาจไปถึงยุโรป เทคโนโลยีดินปืนได้แพร่เข้าสู่โลกตะวันตก ชาวยุโรปจึงนำมาพัฒนาและประยุกต์ใช้ในหลากหลายด้าน ทั้งการทหาร อุตสาหกรรม และการคมนาคม จนกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการปฏิวัติอุตสาหกรรมในเวลาต่อมา

จากอดีตจนถึงปัจจุบัน นี่เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโลก จะเห็นได้ว่าประเทศจีนเป็นหนึ่งในชาติที่มีบทบาทสำคัญด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาโดยตลอด สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพในการคิดค้นพัฒนาของชาวจีน ความคิดสร้างสรรค์ ความสามารถในการปรับตัว และวิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่ออนาคตของประเทศ สิ่งประดิษฐ์ทั้งสี่นี้ไม่เพียงเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจของจีน หากยังมีส่วนอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนความก้าวหน้าทางอารยธรรม วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีของโลกในเวลาต่อมาอีกด้วย


[1] สำนักงานกิจการชาวจีนโพ้นทะเลแห่งคณะรัฐมนตรี และสำนักงานคณะผู้นำการส่งเสริมภาษาจีนสู่สากลแห่งชาติ (บรรณาธิการ). ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับวัฒนธรรมจีน (ฉบับจีน–ไทย). กรุงปักกิ่ง: สำนักพิมพ์การศึกษาระดับอุดมศึกษา, ค.ศ. 2007, หน้า 75.

[2] สำนักงานกิจการชาวจีนโพ้นทะเลแห่งคณะรัฐมนตรี และสำนักงานคณะผู้นำการส่งเสริมภาษาจีนสู่สากลแห่งชาติ (บรรณาธิการ). ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับวัฒนธรรมจีน (ฉบับจีน–ไทย). กรุงปักกิ่ง: สำนักพิมพ์การศึกษาระดับอุดมศึกษา, ค.ศ. 2007, หน้า 83.

แชร์บทความนี้

บทความที่เกี่ยวข้อง