บทความวิชาการ Smart Watch กับระดับน้ำตาลในเลือด ความท้าทายใหม่ที่ถูกจับตามอง

อาจารย์สุคนธ์  ขาวกริบ

หัวหน้าสาขาวิชาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย

ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงและโรคเบาหวานเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพระดับโลก องค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานว่ามีผู้ป่วยเบาหวานกว่า 422 ล้านคนทั่วโลก และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การเฝ้าระวังระดับน้ำตาลในเลือดจึงเป็นหัวใจสำคัญทั้งในผู้ป่วยเบาหวานและผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ป่วยโรคอ้วน ผู้ที่น้ำหนักเกิน หรือผู้ที่มีภาวะดื้อต่ออินซูลิน เป็นต้น แต่การเฝ้าระวังหรือการตรวจติดตามจากการตรวจแบบดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นการเจาะเลือดจากเส้นเลือดดำ การเจาะน้ำตาลปลายนิ้ว ล้วนแล้วแต่มีข้อจำกัดมากมาย เช่น เจ็บ บวม แดง ช้ำ เป็นต้น 

อีกทั้งต้องใช้บุคคลากรทางการแพทย์ การเดินทางไปที่โรงพยาบาล ส่งผลให้การติดตามน้ำตาลในเลือดไม่สม่ำเสมอและไม่สามารถติดตามแบบ Real Time ได้ตลอด ทำให้ผู้ป่วยพลาดโอกาสในการปรับพฤติกรรม เสี่ยงต่อภาวะน้ำตาลในเลือดสูงหรือต่ำเกินไป เกิดวงจรน้ำตาลต่ำซ้ำซาก หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนเรื้อรังตามมา

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาการพัฒนาเทคโนโลยีสวมใส่ Wearable Technology ได้เติบโตอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะ Smart Watch ที่ก้าวข้ามบทบาทเดิมจากการติดตามกิจกรรมทางกาย และอัตราการเต้นของหัวใจไปสู่ความสามารถใหม่ที่ท้าทายกว่าคือการประเมินระดับน้ำตาลในเลือดแบบไม่รุกล้ำ Non-Invasive Glucose Monitoring ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับการจับตามอง ทั้งในวงการแพทย์และการส่งเสริมสุขภาพทั่วโลก เทคโนโลยีที่นำมาใช้ใน Smart Watch เช่น Photoplethysmography (PPG) เป็นการวัดการเปลี่ยนแปลงปริมาตรเลือดผ่านการสะท้อนของแสงซึ่งเป็นเทคโนโลยีเดียวกับที่ใช้วัดชีพจร โดยข้อมูลที่ได้จากสัญญาณ PPG จะถูกนำไปประมวลผลร่วมกับอัตราการเต้นหัวใจ อัตราการหายใจ ความแปรปรวนของหัวใจ (Heart Rate Variability: HRV)  และอุณหภูมิของผิวหนัง เพื่อนำไปสู่การคาดการณ์ระดับน้ำตาลแบบอัลกอริทึม และอีกหนึ่งเทคโนโลยีคือการวิเคราะห์สเปกตรัมอินฟราเรด (Near-IR / Mid-IR) โดยการตรวจวัดระดับกลูโคสในเนื้อเยื่อผ่านการดูดกลืนแสงอินฟราเรด รวมถึง เทคโนโลยี Machine Learning (ML) และ Big Data ในการวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพรอบด้าน (อาหาร, ออกกำลังกาย, การนอน, Heart Rate) เพื่อคาดการณ์แนวโน้มน้ำตาล และแจ้งเตือนระดับน้ำตาลสูง/ต่ำเกินไป 

จะเห็นได้ว่า Smart Watch ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีสวมใส่เพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยส่งเสริมให้เกิดความตระหนักรู้ในตนเอง (Self-awareness) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพในระยะยาว อย่างไรก็ตามขอย้ำเตือนว่าผู้ใช้งานไม่ควรยึดถือค่าที่ได้จาก Smart Watch ในการวินิจฉัยโรค เนื่องจากเทคโนโลยีในปัจจุบันยังมีข้อจำกัดด้านความเที่ยงตรงและความแม่นยำ (Validity and Reliability) เมื่อเทียบกับอุปกรณ์มาตรฐานทางการแพทย์ (Gold Standard) ดังนั้น จึงควรใช้ข้อมูลจากอุปกรณ์นี้เพื่อดูแนวโน้ม (Trends) และแรงจูงใจในการสร้างวินัยเท่านั้น หากพบความผิดปกติที่เกิดขึ้นซ้ำหรือต้องการวางแผนการรักษาอย่างจริงจังควรเข้ารับการปรึกษาจากแพทย์หรือนักกำหนดอาหารร่วมกับผลตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อให้ได้ข้อมูลที่แม่นยำและปลอดภัยสูงสุดต่อสุขภาพ

อ.สุคนธ์ ขาวกริบ

ตำแหน่ง หัวหน้าสาขาวิชาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย

Email: [email protected]

แชร์บทความนี้

บทความที่เกี่ยวข้อง