พลวัตความสัมพันธ์ไทย-อิหร่าน : บทบาทของการทูตภาคประชาชนและการก้าวข้ามอุปสรรคทางวัฒนธรรม

ดร.ประเสริฐ สุขศาสน์กวิน
คณบดีคณะรัฐประศาสนศาสตร์

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านมีรากฐานทางประวัติศาสตร์ที่ยาวนานกว่าสี่ศตวรรษ โดยมีหลักฐานสำคัญย้อนไปถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา จากการเดินทางเข้ามาของ เฉกอะหมัด กุมี (Sheikh Ahmad Qumi) พ่อค้าชาวเปอร์เซียในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 การเข้ามาของชาวเปอร์เซียในช่วงเวลาดังกล่าวมิได้ก่อให้เกิดเพียงความสัมพันธ์ด้านการค้าเท่านั้น หากยังนำไปสู่การแลกเปลี่ยนและผสมผสานทางวัฒนธรรมระหว่างเปอร์เซียกับสังคมสยามในหลายมิติ ทั้งด้านศิลปกรรม ภาษา อาหาร วิถีชีวิต ตลอดจนองค์ความรู้และวิทยาการต่าง ๆ พัฒนาการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า “การเชื่อมโยงระดับประชาชน” (People-to-People Connectivity) เป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญของความสัมพันธ์ไทย–อิหร่าน และมีบทบาทในการสร้างความคุ้นเคย ความเข้าใจ และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศมาอย่างต่อเนื่อง แม้บริบททางการเมืองระหว่างประเทศจะเปลี่ยนแปลงไปตามแต่ละยุคสมัยก็ตาม

พัฒนาการทางการทูตและความท้าทายในระดับรัฐ
ในมิติของความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ ไทยและอิหร่านสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 1955 และในปี ค.ศ. 2025 ถือเป็นวาระครบรอบ 70 ปี ของความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศ แม้อิหร่านจะเผชิญการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญและเปลี่ยนผ่านสู่สาธารณรัฐอิสลามในปี ค.ศ. 1979 แต่ความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศไทยยังคงดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการพบปะหารือระดับผู้นำและความร่วมมือในกรอบพหุภาคีต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ไทย–อิหร่านในปัจจุบันยังเผชิญข้อจำกัดและความท้าทายที่สำคัญ ซึ่งอาจพิจารณาได้อย่างน้อย 2 มิติ
มิติแรก ข้อจำกัดด้านภูมิรัฐศาสตร์และมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศ ตลอดจนมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ การเงิน และการธนาคารที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน ส่งผลต่อความคล่องตัวในการดำเนินธุรกรรมระหว่างประเทศ และเป็นข้อจำกัดต่อการขยายตัวด้านการค้า การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับอิหร่านในบางด้าน
มิติสอง ความแตกต่างด้านวัฒนธรรมและการรับรู้ระหว่างสังคม ไทยและอิหร่านมีบริบททางประวัติศาสตร์ ศาสนา สังคม และวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ประกอบกับประชาชนอาจได้รับข้อมูลเกี่ยวกับอีกประเทศหนึ่งผ่านสื่อและแหล่งข้อมูลที่มีกรอบการนำเสนอแตกต่างกัน จึงอาจก่อให้เกิดความเข้าใจที่ไม่ครบถ้วน ภาพจำหรือทัศนคติที่คลาดเคลื่อนระหว่างกันได้ ความท้าทายสำคัญจึงอยู่ที่การเพิ่มโอกาสให้ประชาชนทั้งสองประเทศสามารถเรียนรู้และทำความเข้าใจซึ่งกันและกันผ่านประสบการณ์และการปฏิสัมพันธ์โดยตรงมากขึ้น

การทูตภาคประชาชน : กลไกเชื่อมโยงความสัมพันธ์ผ่านอำนาจละมุน
ภายใต้บริบทที่ความร่วมมือระดับรัฐอาจได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดทางภูมิรัฐศาสตร์ “การทูตภาคประชาชน” (People-to-People Diplomacy) สามารถทำหน้าที่เป็นกลไกเสริมในการสร้างความเข้าใจ ความไว้วางใจ และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ อีกทั้งยังสอดคล้องกับแนวคิด อำนาจละมุน (Soft Power) ซึ่งให้ความสำคัญกับการสร้างความสัมพันธ์ผ่านวัฒนธรรม คุณค่า การศึกษา การท่องเที่ยว และการแลกเปลี่ยนทางสังคมมากกว่าการใช้อำนาจบังคับ โดยสามารถพิจารณากลไกสำคัญได้ 3 ประการ ดังนี้

  1. การส่งเสริมการท่องเที่ยวและการแลกเปลี่ยนทางการศึกษา
    การเดินทางและการปฏิสัมพันธ์โดยตรงระหว่างประชาชนเป็นช่องทางสำคัญในการสร้างความเข้าใจระหว่างวัฒนธรรม การเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวชาวอิหร่านที่เดินทางมายังประเทศไทย รวมถึงการอำนวยความสะดวกด้านการตรวจลงตราและการเดินทาง ตลอดจนการแลกเปลี่ยนนักศึกษา นักวิชาการ และบุคลากรระหว่างสถาบันการศึกษาของทั้งสองประเทศสามารถสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ในระยะยาวได้ การปฏิสัมพันธ์ดังกล่าวมีส่วนช่วยให้ประชาชนได้รับข้อมูลและประสบการณ์โดยตรงเกี่ยวกับอีกสังคมหนึ่ง ซึ่งอาจช่วยลดความเข้าใจคลาดเคลื่อนและส่งเสริมการรับรู้ข้ามวัฒนธรรมที่มีความรอบด้านมากขึ้น
  2. การเชื่อมโยงมรดกทางวัฒนธรรมและการทูตเชิงอาหาร
    ไทยและอิหร่านต่างมีทุนทางวัฒนธรรมที่สามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน ตัวอย่างเช่น เทศกาลเนารุซ (Nowruz) ซึ่งมีความสำคัญต่อวัฒนธรรมอิหร่านและประเพณีสงกรานต์ของไทย ซึ่งต่างสะท้อนคุณค่าด้านครอบครัว ชุมชน การเริ่มต้นใหม่ และการสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรม ขณะเดียวกัน การทูตเชิงอาหาร (Gastrodiplomacy) เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่สามารถสร้างความคุ้นเคยระหว่างประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม การเผยแพร่อาหารไทย เช่น ต้มยำกุ้งและผัดไทยในอิหร่าน ตลอดจนการสร้างความรู้จักอาหารและวัฒนธรรมการบริโภคของอิหร่านในสังคมไทย เช่น เชโลเคบับ (Chelo Kebab) แสดงให้เห็นว่าอาหารสามารถทำหน้าที่เป็นสื่อการสร้างความสนใจ ความคุ้นเคย และการเรียนรู้วัฒนธรรมระหว่างกันได้
  3. การบูรณาการทางสังคมผ่านสถาบันครอบครัวและชุมชน
    ความสัมพันธ์ระดับบุคคลและครอบครัว โดยเฉพาะครอบครัวข้ามวัฒนธรรมไทย–อิหร่าน เป็นอีกมิติหนึ่งของการเชื่อมโยงระดับประชาชนที่มีความสำคัญ เนื่องจากสมาชิกในครอบครัวต้องเรียนรู้และปรับตัวต่อความแตกต่างด้านภาษา ศาสนา ประเพณี ค่านิยม และวิถีชีวิตผ่านประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน ปรากฏการณ์ดังกล่าวจึงสามารถพิจารณาได้ว่าเป็นกระบวนการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมในระดับจุลภาค ซึ่งเปิดพื้นที่ให้บุคคลจากภูมิหลังที่แตกต่างกันสร้างความเข้าใจร่วมกันผ่านความสัมพันธ์ทางสังคมโดยตรง เมื่อความสัมพันธ์เหล่านี้ขยายตัวเป็นเครือข่ายครอบครัว ชุมชน สมาคม สถาบันการศึกษา และภาคประชาสังคม ก็สามารถพัฒนาเป็นทุนทางสังคมที่สนับสนุนความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศในระยะยาวได้

สรุป
ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างความสัมพันธ์ระดับรัฐกับความสัมพันธ์ระดับประชาชนที่ดำเนินควบคู่กันมาอย่างยาวนาน แม้ความร่วมมือในระดับรัฐบาลและเศรษฐกิจอาจได้รับผลกระทบจากความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการคว่ำบาตร และข้อจำกัดของระบบการเงินระหว่างประเทศ แต่การเชื่อมโยงระหว่างประชาชนยังสามารถดำเนินต่อไปผ่านการท่องเที่ยว การศึกษา วัฒนธรรม อาหาร ครอบครัว และเครือข่ายทางสังคม ดังนั้น เมื่อความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–อิหร่านก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 8 ทั้งสองประเทศอาจให้ความสำคัญกับการสร้างระบบนิเวศของการทูตภาคประชาชนมากยิ่งขึ้น โดยภาครัฐทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกและสนับสนุนให้สถาบันการศึกษา ภาคธุรกิจ ภาควัฒนธรรม ชุมชน และประชาชนมีพื้นที่ในการปฏิสัมพันธ์และสร้างความร่วมมือระหว่างกันอย่างต่อเนื่อง การส่งเสริมความสัมพันธ์ในลักษณะดังกล่าวไม่เพียงช่วยรักษามิตรภาพที่มีรากฐานมายาวนานกว่าสี่ศตวรรษ แต่ยังสามารถเพิ่มความเข้าใจระหว่างวัฒนธรรม ลดความเข้าใจคลาดเคลื่อนและภาพจำที่ไม่สมบูรณ์ ตลอดจนสร้างทุนทางสังคมที่ช่วยให้ความสัมพันธ์ไทย–อิหร่านสามารถปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงของบริบทระหว่างประเทศ และพัฒนาไปสู่ความร่วมมือที่มีความมั่นคงและยั่งยืนในอนาคต

แชร์บทความนี้

บทความที่เกี่ยวข้อง