ดร. ณธรา เหมือนปิ๋ว
คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม
ผู้เรียนในโลกยุคดิจิทัลแม้จะถูกขนานนามว่าเป็นการยุคที่โชคดี มีเครื่องมืออุปกรณ์ที่ทันสมัย พร้อมที่จะเรียกดูข้อมูลหาความรู้ที่ต้องการใช้เวลาเพียงไม่นานในการสืบค้น เรียกได้ว่ายุคแห่งข้อมูลข่าวสาร (Information age) อยากรู้ข้อมูลเรื่องใดไม่จำเป็นต้องรอเพราะความรู้และข้อมูลเหล่านั้นอยู่ใกล้แค่เพียงปลายนิ้ว ความทันสมัยทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมนี้สร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอันเนื่องมาจากความต้องการของสังคมที่เกิดปัญหา นวัตกรรมจึงเป็นทางออกที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อต้องการแก้ปัญหานั้นๆ อย่างไรก็ตามในความเพียบพร้อมนี้ผู้เรียนจึงมีความคาดหวังที่จะเป็นผู้ประสบความสำเร็จ ได้รับการยอมรับ มีชื่อเสียง มีทรัพย์สินเงินทอง มีสถานะทางสังคมในระดับสูงขึ้น
ผู้เรียนในยุคนี้จึงไม่เพียงแต่เป็นผู้ใช้นวัตกรรม แต่หากเป็นผู้สร้างนวัตกรรมในขณะเดียวกัน การศึกษาหาความรู้จึงเป็นหนทางที่ผู้เรียนสร้างและพัฒนาตนให้เป็นผู้ประสบความสำเร็จดังกล่าวข้างต้นได้ ซึ่งการได้มาซึ่งความรู้อาจมาจากการศึกษาด้วยตนเองและการศึกษาในสถาบันศึกษา สำหรับการศึกษาในสถานศึกษานั้นเป็นข้อบังคับทางกฎหมายในหลายประเทศที่ประชากรต้องได้รับการศึกษาภาคบังคับในช่วงเวลาต้นของชีวิตเป็นอย่างน้อย เป้าหมายของการจัดการศึกษาจึงเป็นไปเพื่อให้บุคคลได้รับการพัฒนาแบบองค์รวม (Holistic development) ทั้งทางด้านความรู้ ความคิด ทักษะ การเจริญเติบโตของร่างกาย ซึ่งทั้งหมดนี้จะเป็นหนทางนำพวกเขาไปสู่การใช้ชีวิตในสังคมอย่างมีเป้าหมาย และมีอาชีพเพื่อช่วยพัฒนาประเทศต่อไป
หน้าที่ของสถาบันการศึกษาที่มุ่งการอบรมสั่งสอนให้ผู้เรียนมีความรู้ ทักษะ รวมถึงปลูกฝังแนวคิด ค่านิยมในทางที่สร้างคุณค่าให้แก่สังคมและประเทศชาติเพื่อเป็นประชากรที่มีคุณภาพ จึงควรให้ความสำคัญต่อกระบวนการที่แสดงถึงความใส่ใจในพัฒนาการของผู้เรียน ดังเช่นแนวคิดด้านสุขภาวะผู้เรียน (Wellbeing Model) ของMaria O’Neill (O’Neill, 2021) ที่มองภาพการดูแลสุขภาพจิตและสุขภาวะภายในสถานศึกษาเป็นรูปแบบสวนสุขภาวะ (Wellbeing Garden Model) จำลองให้เห็นองค์ประกอบของสถานศึกษา และกระบวนการเชิงรุกที่ช่วยให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนา ดังภาพสวนแห่งสุขภาวะเพื่อทำความเข้าใจสุขภาวะผู้เรียน
ภาพสวนแห่งสุขภาวะ ได้จำลองให้เห็นระบบนิเวศน์ในสถานศึกษาที่มีองค์ประกอบด้านผู้เรียนและบุคลากร โดยอุปมาอุปไมยว่า ผู้เรียนเป็นต้นไม้ที่กำลังเจริญเติบโต ในขณะที่บุคลากร ซึ่งหมายถึง ครู อาจารย์ บุคลากรทางการศึกษาทุกภาคส่วนในโรงเรียน เป็นดั่งคนสวนที่ทำหน้าที่เตรียมงานสุขภาวะที่ทำให้เกิดความสมบูรณ์ในมิติ 4 ประการ ได้แก่ 1) กายและจิต เปรียบเป็นรากแก้ว 2) สังคม เปรียบเหมือนการผสมเกสร ที่ใช้กระบวนการต่างๆ ในการผสมผสานให้บุคคลเกิดการเรียนรู้อย่างสมบูรณ์โดยมีระยะเวลารอคอยให้ดอกผลผลิบานให้คนชื่นชม 3) อารมณ์ เปรียบเหมือนสภาพอากาศ ซึ่งหมายถึงสภาพแวดล้อมต่างๆ ที่ในบางครั้งอาจทำให้บุคคลเกิดความผิดหวัง สมหวัง มีการต่อสู้ มีการยอมรับ ซึ่งในขั้นตอนนี้หากบุคคลได้รับการแนะนำให้สำรวจสภาพอารมณ์และยอมรับการเกิดของอารมณ์ในหมวดหมู่ต่างๆ บุคคลจะมีความพร้อมที่จะลุกขึ้นสู้ได้ใหม่ (Resilience) ในเวลาไม่ช้า และ 4) จิตวิญญาณ เป็นดั่งเมล็ดพันธุ์ที่งอกใหม่ และเติบโตขึ้น เป็นคนใหม่ที่พร้อมจะก้าวเข้าสู่โลกอาชีพ หรือเผชิญชีวิตในบทต่อไปตามหลักพัฒนาการของบุคคล และมิติทั้ง 4 ประการนี้ตอกย้ำให้เชื่อเสมอว่าการศึกษา คือการเปลี่ยนแปลง (Transform) จากรูปแบบหนึ่งของบุคคล ให้เป็นไปในแนวทางที่บุคคลนั้นและสถาบันการศึกษามีเป้าหมายไว้ตั้งแต่ต้น

ภาพแสดงสวนแห่งสุขภาวะ: ทำความเข้าใจสุขภาวะผู้เรียน ปรับปรุงจาก Wellbeing Garden Model of Maria O’Neill (O’Neill, 2021)
ในส่วนของการส่งเสริมเชิงรุกด้วยกระบวนการ “ทำสวน” ดังภาพ สามารถอนุมานได้ถึงกิจกรรม และโครงการต่างๆ ที่จัดขึ้นเพื่อเปิดพื้นที่ โอกาส ให้ผู้เรียนได้สามารถรับและสร้างประสบการณ์ทางตรงด้วยการได้ลงมือทำ หรือแม้กระทั่งเรียนรู้ทางอ้อมจากการเห็นตัวอย่างจากต้นแบบในพื้นที่นั้น สิ่งที่สถาบันการศึกษาต้องคำนึงถึงในขั้นตอนนี้คือการเตรียมพื้นที่และสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย เพื่อให้ผู้เรียนพบประสบการณ์ที่ดี นอกจากนี้ในการบำรุงรักษาประจำวัน ทำได้โดยการนำจิตวิทยาทางบวก (Positive Psychology) มาปรับใช้เพื่อเป็นแรงเสริมให้ผู้เรียนรับทราบ ตระหนักถึงความสำเร็จที่เกิดขึ้น แม้ความสำเร็จนั้นจะเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย แต่เมื่อบุคคลสามารถให้คุณค่าต่อความสำเร็จนั้น ก็จะเป็นแรงเสริมให้ต้องการประสบความสำเร็จให้สูงขึ้นไปอีก นอกจากนี้ บุคลากรทางการศึกษาต้องไม่ลืมว่าผู้เรียนทุกคนต้องการความช่วยเหลือ แม้ว่าผู้เรียนจะดูเหมือนเพียบพร้อมในด้านสิ่งอำนวยความสะดวกที่อยู่ในยุคดิจิทัล แต่ในความเป็นจริง ผู้เรียนยังต้องการคำแนะนำในเบื้องต้นเพื่อให้เขาเหล่านั้นสามารถประสบความสำเร็จในแต่ละภารกิจ ซึ่งในด้านการให้ความช่วยเหลือนี้ ผู้เรียนแต่ละคนจะมีความแตกต่างกัน คุณครู อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา ควรให้ความใส่ใจในการสังเกตและให้ความช่วยเหลือให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียนที่แตกต่างกันนั้น ในท้ายที่สุดสิ่งที่สถาบันการศึกษาดำเนินการมาตามแนวคิดสวนแห่งสุขภาวะนี้ก็จะเป็นเกราะกำบังที่สร้างภูมิคุ้มกันมรสุมชีวิตของผู้เรียนให้สามารถที่จะเผชิญต่ออุปสรรคต่างๆได้ เพราะไม่ว่าจะมีความสำเร็จ หรือความล้มเหลว ผู้เรียนก็จะสามารถเข้าใจ ยอมรับ และสร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง
อ้างอิง
O’Neill, M. (2021). Proactive Pastoral Care: Nurturing happy, healthy and successful learners. Bloomsbury Education.



